“จุลพันธ์” รมว.แรงงาน ถกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน กาง 5 มาตรการคลี่คลายวิกฤติชายแดนไทย-กัมพูชา และความไม่สงบในเมียนมา


เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อนำเสนอข้อมูลและร่วมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานอันเนื่องมาจากสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาความไม่สงบภายในประเทศเมียนมา โดยมี พันตำรวจโทวรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางญาณิกา เทียนทอง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นางสาวธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมหารือที่อาคารกระทรวงแรงงาน

สำหรับการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างเร่งด่วน โดยมีข้อเสนอและแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ 5 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. การขยายระยะเวลาพำนักและทำงานสำหรับแรงงานต่างด้าว MOU ที่ครบวาระ 4 ปี (สัญชาติเมียนมา) โดยกรมการจัดหางานได้ร่วมประชุมระดับวิชาการกับทางการเมียนมา เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 โดยเห็นชอบในหลักการยกเว้นระยะเวลาพัก 30 วัน ให้แก่แรงงานเมียนมา MOU ที่ครบวาระ 4 ปี (ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2569) ให้สามารถพำนักและทำงานชั่วคราวต่อไปได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปรายละเอียดเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

2. การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้อง (นิรโทษกรรมแรงงาน 4 สัญชาติ) กระทรวงแรงงาน โดย คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานความมั่นคง อาทิ กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, กองทัพบก และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางผ่อนผันให้แรงงาน 4 สัญชาติ (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) ที่ใบอนุญาตสิ้นสุดลง สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้อย่างถูกต้องชั่วคราว (ครั้งละไม่เกิน 2 ปี) โดยคำนึงถึงความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ

3. การอำนวยความสะดวกและเปิดช่องทางนำเข้าแรงงานใหม่จากเมียนมา เนื่องจากด่านผ่านแดนทางบกยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้จากสถานการณ์การสู้รบตามชายแดน ส่งผลให้การนำเข้าแรงงานสัญชาติเมียนมาตาม MOU ยังคงต้องเดินทางเข้ามาทางอากาศเป็นหลัก ซึ่งแม้ฝ่ายไทยจะเสนอให้เปิดด่านทางบกเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของนายจ้างและลูกจ้าง แต่ทางการเมียนมาแจ้งว่ายังจำเป็นต้องนำเข้าทางอากาศต่อไปเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย

4. การลดขั้นตอนและยกระดับระบบการขอใบอนุญาตทำงานด้วยดิจิทัล (e-Work Permit) โดยกระทรวงแรงงานได้จัดทำระบบ e-Work Permit (Outsourcing Service) เพื่อให้บริการรับคำขอ ออกใบอนุญาต แจ้งเข้า-แจ้งออก และเปลี่ยนรายการในใบอนุญาตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ เพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และลดการใช้เอกสาร โดยเฉพาะการเปลี่ยนนายจ้างที่ไม่ต้องเดินทางไปจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคล ณ ศูนย์บริการอีกต่อไป สำหรับประเด็นวีซ่าและประกันสังคมจะมีการประสานงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

5. มาตรการเชิงรุกระยะยาวและการจัดหาแรงงานจากประเทศใหม่ (ศรีลังกา) นอกจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ขยายเวลาผ่อนผันให้แรงงานลาว เมียนมา และเวียดนาม ทำงานได้ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 แล้ว กระทรวงแรงงานยังเตรียมนำร่องนำเข้าแรงงานสัญชาติศรีลังกา โดยกรมการจัดหางานได้จัดทำ (ร่าง) บันทึกข้อตกลง (Agreement) ฉบับสุดท้าย (Final draft) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างส่งให้กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และ ครม. พิจารณาอนุมัติ ก่อนลงนามความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไป

ในช่วงท้าย นายจุลพันธ์ กล่าวสรุปว่า กระทรวงแรงงานตระหนักถึงความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างซึ่งเป็นเสาหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และพร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนในการเร่งรัดมาตรการต่างๆ เพื่อคลี่คลายปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน.