“ภาวุธ” แจง DSI คดี Forex นาน 4 ชั่วโมง ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด มั่นใจหลักฐาน ย้ำคำเดิมได้เงินจากเทรดทอง เผยเคลียร์ใจ “รักชนก” แล้ว หัวเราะลั่นยืนยันไม่มีแลกอวย TH-AI Passport กับผลทางคดี


เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ภายหลังคณะพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบปากคำ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในความผิดฐาน ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดทะเบียน ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงินเสร็จสิ้น โดยใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง

นายภาวุธ เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาตามหมายเรียกของดีเอสไอ โดยนำหลักฐานทั้งหมดเข้ามาให้ข้อมูลเพื่อชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ก็อยู่ในสำนวนทุกอย่างหมดแล้ว ตนยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด เพราะข้อหาหลายอย่างที่มีการแจ้งเข้ามา ตนก็ได้ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาและชี้แจงอย่างบริสุทธิ์ใจ ส่วนถ้ามีข้อคำถามเพิ่มเติม หรือต้องการข้อมูลใดเพิ่มก็ยินดีที่จะนำข้อมูลมามอบให้ในภายหลัง 

ขณะที่กรณีข้อมูลเรื่องเส้นทางการเงินที่มีปรากฏตามกระแสข่าวก่อนหน้านี้จำนวน 800 กว่าล้านบาทนั้น ยืนยันว่าในวันนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งพฤติการณ์เรื่องเงินจำนวนนี้เลย อีกทั้งในการตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงินตนก็มีหลักฐานนำมาให้ดีเอสไอทั้งหมดแล้ว ฉะนั้นมั่นใจได้ว่าเส้นทางการเงินทั้งหมด ไม่ได้มีที่มาจากการสแกมเมอร์ หรือไปหลอกลวงประชาชนแต่อย่างใด เป็นเงินที่เข้ามาถูกต้องตามกฎหมาย 

ส่วนวันนี้ในเรื่องของจำนวนเงินที่มีความเชื่อมโยงกับตนจะใช่ยอดเงิน 28 ล้านบาท แล้วพนักงานสอบสวนตั้งข้อสงสัยหรือไม่นั้น ขอเรียนว่าก็เป็นจำนวนเงินที่ตนสามารถตอบข้อมูลได้ แต่ต้องขอสงวนรายละเอียดไว้ ทั้งนี้ ตนไม่ได้กังวลเลยเพราะเป็นสิ่งที่สามารถชี้แจงได้ รวมถึงคำถามที่พนักงานสอบสวนถามมา เราก็มีคำตอบให้ทั้งหมด เงินที่ปรากฏความเชื่อมโยง 28 ล้านบาทนั้น ก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่าได้มาจากการเทรดทองคำ และก็มีส่วนอื่นๆ อีกด้วย แต่ก็ชี้แจงได้ 

ทางด้านคำถามว่าเป็นการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินไปหรือไม่นั้น นายภาวุธ มองว่าก็แอบกังวลนิดหนึ่ง แต่เข้าใจเจ้าหน้าที่ เพราะเราก็มั่นใจในการชี้แจง และเราก็ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดอะไรแบบนั้น ตนยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ทุกอย่าง ไม่มีหลบหนีใดๆ

นอกจากนี้ นายภาวุธ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ดุเดือดว่ามีการพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือหลังจากมีคดีฟอเร็กซ์เกิดขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เดินหน้าตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ว่า ด้วยความที่โครงการนี้มันเริ่มต้นจากการที่ตนได้อภิปราย ด้วยความที่ตนอยู่ในคณะกรรมาธิการ 2 ชุด และตนก็เป็นประธานของ 2 อนุกรรมาธิการ ฉะนั้น ในช่วงหลังตนได้ไปลุยงานด้านนี้โดยตรง เมื่อมีคนทำด้านนี้โดยตรง และไหนตนจะมีคดีความเรื่องนี้อีก จึงจำเป็นที่ทางพรรคก็จะมีคนมาดูเรื่องโครงการนี้โดยตรงแทนตน 

หลังจากนี้ตนก็อาจจะลดบทบาทลงบ้าง เพราะงานเยอะ และ สส. ที่ทำงานด้านนี้ก็ไม่ได้มีเพียง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แต่ก็มีพรรคอื่นๆ ด้วยที่ทำงานด้านนี้ และตอนนี้ตนก็มีงานเกี่ยวกับแพลตฟอร์มต่างชาติ การปฏิรูปกฎหมาย พองานมันเยอะก็ไม่ใช่ว่าจะทิ้ง แต่การที่เราไปวิเคราะห์ตัวโครงการ TH-AI Passport ไว้เช่นนั้น มันก็เพราะเป็นงานที่อยู่ตรงหน้าพอดีก็เลยวิเคราะห์ไปตามรูป แต่ก็ได้ขอโทษไปแล้วว่าอาจจะพูดในมุมหนึ่ง แต่ตนไม่ได้มีเจตนาใดๆ 

นายภาวุธ บอกต่อไปว่า หลังจากที่ตนได้คุยกับ น.ส.รักชนก ก็มีความเข้าใจกันมากขึ้น มีการสื่อสารกันในพรรค คงไม่มีอะไรผิดใจกัน ส่วนคำถามว่าเป็นการออกมาพูดเพราะจะแลกผลทางคดี Forex หรือไม่นั้น นายภาวุธ หัวเราะเสียงดังก่อนตอบว่า ถ้ามันแลกกับผลทางคดีได้ ตนคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้ ฉะนั้นไม่มีแน่นอน แต่แค่เป็นการวิจารณ์ตามหน้าที่ เพราะในมุมของ สส.แต่ละคน ก็มีมุมวิจารณ์ต่างกัน แต่เราเคยเป็นนักธุรกิจ ก็วิจารณ์ในมุมที่มันน่าจะเป็นประโยชน์.