“ภัทรพงษ์” สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ชวนจับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ “ไทย-เมียนมา” ใน ครม.พรุ่งนี้  ชี้ 1 ปีเต็มที่ชาวบ้านริมน้ำกกต้องทนอยู่กับสารหนู หวังรัฐบาลหยุดเกรงใจเมียนมา


วันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ส่งคำเตือนถึงร่างข้อตกลง (TOR) แก้ปัญหาแม่น้ำข้ามแดนปนเปื้อน ไทย-เมียนมา ก่อนที่รัฐบาลจะลงนามว่า ร่างฉบับนี้นอกจากจะไม่แตะการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอแล้ว ยังส่อเกิดผลเสียกับประเทศไทยในการเปิดเผยข้อมูลสารพิษให้ประชาชนรับรู้ เพราะหากจะมีการเปิดเผยข้อมูล ต้องให้ทั้งไทยและเมียนมาเซ็นหนังสือยินยอมทั้งสองฝั่งก่อนเท่านั้น 

“ผมหวังว่ารัฐบาลจะเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้ร่างข้อตกลงที่จำกัดสิทธิประชาชนแบบนี้ ผ่านมติคณะรัฐมนตรี”

นายภัทรพงษ์กล่าวว่า นับเป็นเวลา 1 ปีเต็ม ที่ประชาชนริมน้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน-กระบุรี รอความคืบหน้าเดียวจากรัฐบาลในการเจรจากับเมียนมา โดยต้องอยู่กับสารหนู ตะกั่ว แคดเมียม ในน้ำเกินมาตรฐาน หยุดจับปลา หยุดให้ลูกลงเล่นน้ำ เพื่อรอฟังข่าวดีจากร่างข้อตกลงไทย-เมียนมาฉบับนี้ แต่ร่างฉบับนี้เองกลับมีปัญหาใหญ่หลายข้อที่รัฐบาลต้องแก้ก่อนเซ็น

1. ร่างนี้จะปิดปากรัฐบาลไทยในการบอกความจริงกับคนไทยเอง

ในร่างมีประเด็นการรักษาความลับและการสื่อสารต่อสาธารณะ ที่กำหนดว่า ข้อมูลและผลตรวจต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองประเทศก่อน ถึงจะเปิดเผยกับประชาชนได้

“เอาง่ายๆ ถ้าเรายืนตามข้อตกลงแบบนี้ ต่อไปถ้าไทยเราตรวจเจอสารพิษในแม่น้ำของเราเองตามจุดที่เรากำหนดตามข้อตกลงนี้ แต่เมียนมาไม่เซ็นยินยอมให้เปิดเผยผลการตรวจ รัฐบาลไทยก็บอกประชาชนคนไทยไม่ได้ กลายเป็นตอนนี้ สิทธิที่ประชาชนจะรู้ว่าน้ำมีพิษหรือไม่ ต้องมารอให้รัฐบาลสองประเทศเซ็นอนุมัติก่อน”

2. ร่างนี้เป็นร่างที่ทำแค่การตรวจวัด ไม่ใช่การควบคุมมลพิษ

ข้อตกลงฉบับนี้ร่างโดยกรมควบคุมมลพิษ แต่ทั้งฉบับพูดแต่เรื่องตรวจวัด ไม่มีสักบรรทัดที่จะกล่าวถึงการหยุดปัญหาที่ต้นตอ ไม่มีการจัดการห่วงโซ่ของแร่เพื่อตรวจสอบย้อนกลับ และไม่มีการพูดถึงการนำเข้า-ส่งออกแร่จากเหมืองต้นตอเลย “มีแค่การตรวจวัดที่เปิดเผยผลไม่ได้ และยังไม่มีเนื้อหาเรื่องการทำให้สารหนูจากเหมืองหยุดไหลลงน้ำอีก” 

3. ร่างนี้ รัฐบาลไทยร่างมาโดยตีกรอบตัวเองให้เป็นแค่การตรวจน้ำในเชียงราย และไม่มีคณะทำงานด้านการจัดการเหมืองแร่ที่เป็นต้นตอของปัญหา

องค์ประกอบคณะทำงานฝั่งไทย มีเพียงจังหวัดเชียงรายจังหวัดเดียว ไม่มีแม่ฮ่องสอนที่อยู่กับน้ำสาละวิน ไม่มีระนองที่อยู่กับน้ำกระบุรี และไม่มีเชียงใหม่ที่อยู่กับน้ำกก และที่สำคัญที่สุด คือไม่มีหน่วยงานที่มีความเฉพาะทางเรื่องแร่ ไม่ว่าจะเป็นกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หรือกรมทรัพยากรธรณี ไม่มีเรื่องการตรวจปลา แปลงเกษตรใดๆ เลย ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่สร้างกรอบให้ตัวเองอย่างมาก 

4. ร่างที่มีแค่การตรวจน้ำนี้ ยังเป็นการตรวจแบบตรวจใครตรวจมัน ตามแผนของแต่ละประเทศเอง นี่คือปัญหาใหญ่ การให้ไทยและเมียนมาตรวจสอบน้ำแบบของใครของมัน ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาร่างข้อตกลงถึง 1 ปีก็ได้

“คุยกับเมียนมาปีที่แล้ว ต้องได้ข้อสรุปเบื้องต้นแบบนั้นมาแล้ว เพราะมันคือภารกิจของแต่ละประเทศอยู่แล้ว จะมีข้อตกลงเพื่ออะไร ข้อตกลงนี้ต้องทำมาเพื่อการเก็บตัวอย่างร่วมกัน โดยเลือกจุดที่ใกล้แหล่งกำเนิดที่สงสัยมากที่สุด เพื่อให้ทราบถึงจุดที่ปล่อยมลพิษได้ ซึ่งร่างข้อตกลงนี้ก็ไม่มีเนื้อหาส่วนนี้อีก”

นายภัทรพงษ์มี 4 ข้อเสนอถึงรัฐบาลก่อนเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 4 สิงหาคม และมั่นใจว่า หากรัฐบาลต้องการทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ น่าจะเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ คือ

1. ผลตรวจสารพิษจากข้อตกลงนี้ รัฐบาลไทยต้องเปิดเผยต่อคนไทยได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตใครก่อน และเปิดกว้างในข้อตกลงถึงการตรวจอื่นๆ ด้วย เช่น ปลา แปลงเกษตร สุขภาพ

2. กลไกตรวจวัดสารพิษ ต้องมาพร้อมกับมาตรการหยุดพิษที่ต้นทางด้วย นั่นคือการเก็บตัวอย่างร่วมกันใกล้พื้นที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งกำเนิดมากที่สุด เพื่อเชื่อมต่อไปยังแนวทางการควบคุมการนำเข้า-ส่งออกแร่จากเหมืองพิษเหล่านี้ และเปิดกว้างไปถึงการสืบหาผู้ก่อมลพิษตัวจริงด้วย

3. รัฐบาลไทยต้องไม่ตีกรอบตัวเองไว้เพียงแค่จังหวัดเชียงรายเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ด้วย

4. มติ ครม. ให้กระทรวงอุตสาหกรรมหรือกระทรวงพาณิชย์ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการบังคับผู้นำเข้า-ส่งออกแร่ ที่ต้องระบุเหมืองแร่ต้นกำเนิด รวมถึงข้อมูลกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่ตลอดห่วงโซ่ว่าไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ไทยหยุดเป็นทางผ่านของแร่พิษโดยด่วน

“ย้ำอีกครั้ง ปัญหานี้คนไทยไม่ได้ก่อ แต่รับผลกระทบเต็มๆ ผมหวังว่ารัฐบาลไทยจะเห็นความสำคัญของประชาชนคนไทย มากกว่าการเกรงใจเมียนมาแบบที่แสดงออกมาจากร่างข้อตกลงที่ใช้เวลา 1 ปีในการร่างฉบับนี้”