ล้มหมอนนอนเสื่อ หลังปิดจ๊อบภารกิจเยือนกัมพูชา เชื่อมสัมพันธภาพ “ไทย-กัมพูชา” ครบรอบ 75 ปี“นายกฯอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไข้ขึ้นสูง ต้องพักซ่อมร่าง นอนให้น้ำเกลือในโรงพยาบาลสภาวะนางแบก ถึงป่วยก็ต้องกัดฟันสู้สารพัดปัญหาที่ยังตามหายใจรดต้นคอ โดยเฉพาะวิกฤติเฉพาะหน้า “ทรัมป์เอฟเฟกต์” ยังไม่เห็นสัญญาณคลี่คลายมหาวิกฤติสงครามการค้าโลกที่ต้องชวนอาเซียนผนึกความร่วมมือ เพิ่มอำนาจต่อรองสู้นโยบายกำแพงภาษีมหาโหดของผู้นำพญาอินทรี “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา รีดภาษีสินค้านำเข้า จนสะเทือนไปทั่วโลกภาวะที่ทีมไทยแลนด์ยังต้องลุ้นตัวโก่ง รอตีตั๋วเข้าพบผู้นำสหรัฐฯ เจรจาต่อรองลดภาษีการค้า หลังโปรแกรมเข้าพบงวดก่อนถูกเลื่อนไม่มีกำหนดอาการอกสั่นขวัญแขวนภาคธุรกิจไทยต้องเตรียมรับแรงกระแทกหนักๆในการเผชิญสงครามการค้าโลกจากตัวเลขล่าสุดที่กองทุนกองเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หั่นการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศไทย ปี 2568 เหลือ 1.8% จากเดิม 2.9% กลายเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไอเอ็มเอฟปรับลดจีดีพีเหลือต่ำกว่าระดับ 2% เศรษฐกิจไทยส่อเค้าบักโกรก จากวิกฤติ “ทรัมป์เอฟเฟกต์”ล่าสุดจีนออกคำเตือนประเทศต่างๆที่จะไปทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ หากสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์จีน ก็จะได้รับการตอบโต้กลับจากจีนเช่นกันประเทศไทยตกที่นั่งลำบาก เผชิญแรงกดดัน 2 ด้านสงครามการค้า “สหรัฐฯ-จีน” ในฐานะประเทศคู่ค้าสำคัญของทั้งสองประเทศ ทางหนึ่งไทยส่งสินค้าไปสหรัฐฯเป็นตลาดอันดับ 1 แต่อีกทางจีนก็เป็นลำดับต้นๆประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย จำเป็นต้องถ่วงดุลการเจรจาให้ดีโจทย์หินเศรษฐกิจโลกกระทบชิ่งไทยวางตัวลำบาก ต้องถนอมน้ำใจ บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่นทุกฝ่ายพ่วงไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศใหม่ ตั้งรับมาตรการภาษี “ทรัมป์” ทั้งการจ่อขยายเพดานหนี้สาธารณะ ตัดทอนงบประมาณโครงการ การหาตลาดใหม่เพิ่ม การออก พ.ร.บ.กู้เงินเพิ่ม 5 แสนล้านบาท เฟ้นช่องทางหารายได้เข้าประเทศเพิ่มทุกทางปรับลดโปะเพิ่ม รัดเข็มขัดทุกอย่าง ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เพื่อยืนระยะสู้สงครามเศรษฐกิจโลกอาจถึงขั้นต้องทบทวนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนเดิม ไม่รู้จะพาลกระทบเรือธงใหญ่นโยบายแจกเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ตหรือไม่โรคแทรกรุมเร้า โจมตีเศรษฐกิจไทยให้โคม่าหนักขึ้น หากไม่เตรียมแผนรองรับให้ดีน่าเป็นห่วงไม่ต่างจากภาวะการเมือง เสถียรภาพพรรคร่วมรัฐบาล “เพื่อไทย-ภูมิใจไทย” ยังอมโรค สามวันดี สี่วันไข้ ความขัดแย้งแค่ถูกแขวนไว้ชั่วคราว รอจังหวะปะทุ หากมีหัวเชื้อใหม่เข้ามาเร่งปฏิกิริยาตามสถานการณ์ล่าสุดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงรับคดีฮั้วเลือก สว.ปี 2567 ข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรเป็นคดีพิเศษเพิ่มขึ้นอีกกระทง จากเดิมที่มีความผิดฐานฟอกเงินเป็นสารตั้งต้นอยู่แล้วจุดชนวนปะทะ “แดง-น้ำเงิน” คุกรุ่นรอบใหม่ เกมชักเย่ออำนาจ 2 พรรค ยังวัดพลังกันไม่รู้จบดีเอสไอเหยียบคันเร่งคดีโพยฮั้ววุฒิสภา เกมวัดใจ สว.สายสีน้ำเงินอ่อนๆให้เปลี่ยนโปรโมชัน ย้ายค่ายจากสังกัดเดิม จุดเปลี่ยนเกมที่หวังลดทอนอำนาจต่อรองค่ายภูมิใจไทย ให้มีพลังลดลงในฝ่ายนิติบัญญัติเขย่าเกมในวุฒิสภา ไม่ให้ใช้กลไก สว.สีน้ำเงินมากินรวบ สร้างพลังต่อรองถือไพ่เหนือกว่าพรรคแกนนำรัฐบาลตามกลยุทธ์คิดการณ์ใหญ่ของพรรคอันดับ 1 ในรัฐบาล ที่หวังจะขับพรรคภูมิใจไทยออกจากการร่วมรัฐบาล ให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นเปิดเกมดึงเกรียนเซราะกราวมาเจรจาต่อรองการปรับ ครม. ยื่นหมู ยื่นแมว ขอแลกเก้าอี้กระทรวงใหญ่ เพื่อให้อยู่ร่วมกันต่อไปได้ในจังหวะที่พลังซีกฝ่ายค้านมีแนวโน้มถูกลดทอนกำลังลง จากคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรง เข้าชื่อแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่งวดเข้ามาเรื่อยๆ แม้แต่แกนนำพรรคประชาชนยังยอมรับ อาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ถ้า 25 สส.พรรคประชาชนถูกสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่จับพลัดจับผลู หากพรรคภูมิใจไทยถูกขับไปเป็นฝ่ายค้าน ในช่วงที่จำนวน สส.พรรคประชาชนร่อยหรอ คงไม่มีผลกระทบเรื่องเสียงปริ่มน้ำสักเท่าไรปฏิบัติการเขย่า สว. และสอย สส.สีส้ม เปิดทางเปลี่ยนสมการการเมือง ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ขึ้นอยู่กับการเจรจาดีลอำนาจอะไรๆก็ไม่แน่นอนในทางการเมือง เพราะใดๆในโลกล้วนอนิจจัง!!!ทีมข่าวการเมือง รายงานคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม