วันนี้แล้วสินะ ประเทศไทย และประเทศอื่นๆอีกเกือบ 60 ประเทศที่อยู่ในข่ายที่ถูก มาตรการตอบโต้ภาษีของสหรัฐฯ จะได้เห็นของจริง การที่ไทยต้องเสียภาษีนำเข้าสินค้าไปสหรัฐฯ เป็น 36% จากที่เราเคยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ประมาณ 70% ปลัดกระทรวงพาณิชย์ วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ในฐานะประธานคณะทำงานนโยบายการค้ากับสหรัฐฯ อธิบายว่า คณะทำงานที่ประกอบด้วยกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมี พันศักดิ์ วิญญรัตน์ และ ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษานโยบายของนายกฯ ทำหน้าที่ที่ปรึกษาคณะทำงาน ซึ่งล่าสุด ศุภวุฒิ ออกมาแก้ต่างว่า ผลการเจรจากับสหรัฐฯไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าช้าหรือเร็ว แต่อยู่ที่ว่าจะคุยกับใครมากกว่า เลยเป็นคำถามย้อนกลับไปว่า การที่รัฐบาลส่ง พิชัย ชุณหวชิร ไปสหรัฐฯ จะไปคุยกับใคร คุยแล้วได้อะไร หรือเป็นแค่อาการกระต่ายตื่นตูมเท่านั้นในสมัยที่ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล ถูกนำไปล้อเลียนว่าเป็นรัฐบาลพูดมากกว่าทำ ทำงานไม่เป็น สมัยรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ก็จะถูกต่อว่าต่อขานว่า พูดเร็วเกินไป ไม่มีอะไรพอดี แล้วเผอิญว่ารัฐบาลมีกฎหมายสำคัญเข้าพิจารณาในสภา 2 ฉบับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกับกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร ฤกษ์ไม่ดีก็ตรงที่ว่า มาเกิดเหตุแผ่นดินไหว ตึก สตง.ใหม่ถล่ม ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ แล้วก็ดันมีข่าวเผยแพร่ตามสื่อว่า ทักษิณ ชินวัตร ขู่พรรคร่วมรัฐบาล ถ้าไม่โหวตให้กฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะขับออกจากพรรคร่วมรัฐบาล แม้จะมีลิ่วล้อของเพื่อไทยออกมาปฏิเสธทันควัน แต่สื่อที่นำข่าวนี้ออกมาแฉ ดันเป็นสื่อที่ใกล้ชิดกับพรรคนี้คนเลยจะไม่เชื่อก็ไม่ได้ สุดท้ายผลออกมาก็อย่างที่เห็นๆ การเมืองก็เป็นเช่นนี้เองที่ฮอตมากๆ อดีต สส.อ่างทอง สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่มีลูกชายเป็นรองประธานสภาในสังกัดพรรคภูมิใจไทย ออกมาชวนให้พรรคร่วมรัฐบาลรวมใจกันถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลก่อนที่อะไรจะเลยเถิดไปกว่านี้ ว้าวุ่นเลยทีนี้ ความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาลยิ่งไม่ค่อยจะราบรื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้วคำถามที่เกิดขึ้นในใจของประชาชน ถ้ากฎหมายสถานบันเทิงครบวงจรไม่ผ่าน ถ้ากฎหมายนิรโทษกรรมไม่ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าผลกระทบจากการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯรุนแรงส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว ให้แย่ลงไปอีกจะทำอย่างไร แล้วถ้าการเมืองถึงขั้นวิกฤติอีกรอบ นำไปสู่วงจรอุบาทว์ซ้ำซากจะทำอย่างไรว่าด้วยเรื่องไฮโซเก๊ที่แอบอ้างสถาบันและบุคคลสำคัญ จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ว่าด้วยเรื่องของหัวหน้าแก๊งได้รับการยกย่องให้เป็นเจ้าพ่อนครบาล แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่กล้าแตะ ฉายให้เห็นไส้ในของประเทศไทยยังติดหล่มจมปลัก.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม