จากคำแถลงล่าสุดของนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร” วันนี้ (8 เม.ย.) รัฐบาลจะมีการประชุมเพื่อสรุปแนวทางและข้อเสนอในการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อขอปรับลดอัตราภาษีนำเข้าที่ประกาศเก็บจากไทยไว้สูงถึง 36% ท่ามกลางสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ และผู้ประกอบการที่มองว่า “การดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องนี้ล่าช้าเกินไป”

เพราะหากเทียบกับเวียดนามที่มีเอกสารการเจรจาเตรียมไว้ในมือ และสามารถโทร.หาประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทันที พร้อมเสนอลดภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯเหลือ 0% ทุกรายการ ขณะที่กัมพูชาส่งข้อเสนอลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯเหลือ 5% ทุกรายการ ในวันรุ่งขึ้น หลังถูกประกาศขึ้นภาษี โดยมองว่าหากเรารอมาจนถึงวันนี้ หรือพรุ่งนี้ (9 เม.ย.) กว่าจะส่งข้อเสนอไปให้สหรัฐฯ แถวของประเทศที่เราต้องเข้าคิวเพื่อรอการเจรจาคงยาวเป็นหางว่าว

อย่างไรก็ตาม “มิสเตอร์พี” จะไม่พูดถึงเรื่อง “ช้าหรือเร็ว” แต่อยากจะมาดูสิ่งสำคัญมากกว่าที่เราต้องมีในการเจรจาครั้งนี้ คือ “ข้อเสนอ” ที่เราจะแลกเปลี่ยนกับสหรัฐฯ ซึ่งจุดนี้จะเป็นไพ่ตายที่จะตัดสินว่า น่าสนใจพอที่จะทำให้สหรัฐฯหันมาเปิดโอกาสเจรจากับเรา และจะลัดคิวให้เราคุยได้เร็วขึ้นหรือไม่

วันนี้ทุกคนจึงอยากรู้ว่า “รัฐบาลมีไพ่เด็ด ไพ่ไม้ตาย” มากน้อยแค่ไหน เพราะยิ่งเรายื่นข้อเสนอ “ช้ากว่าคนอื่น” ข้อเสนอก็ต้องดีกว่า ซึ่งส่วนนี้รัฐบาลคงจะมองแค่ภาคการค้า การลดภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯซื้อสินค้าเพิ่ม หรือการลดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ได้ และไม่พอ แต่ต้องมองการเจรจาด้านการเมืองระหว่างประเทศและ “ภูมิรัฐศาสตร์” ด้วย

โดยมองข้อได้เปรียบของไทยในฐานะที่ประเทศของเรามีภูมิรัฐศาสตร์ที่ดี เป็นศูนย์กลางอาเซียน และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ไม่เป็นเกาะ แต่มีทางออกทะเล 2 ทางทั้งทะเลจีนใต้ที่ออกไปมหาสมุทรแปซิฟิก และทะเลอันดามันที่ออกไปยังมหาสมุทรอินเดีย ไทยจึงมีความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทั้งจีน และสหรัฐฯต้องการ

...

เพราะจีนแม้เป็นประเทศใหญ่ แต่ไม่มีทางออกทางทะเลไปยังมหาสมุทรอินเดีย ทำให้การขนส่งสินค้าไปฝั่งยุโรป แม้จะสร้างเส้นทางสายไหมใช้รถไฟความเร็วสูง แต่ก็ยังมีต้นทุนสูงกว่าการขนส่งทางเรือ ดังนั้น ทางออกทะเลฝั่งตะวันตกผ่านประเทศไทย จึงเป็นสิ่งที่จีนต้องการ ในขณะเดียวกันสิ่งที่สหรัฐฯต้องการคือ ความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียน และไทยสามารถให้ได้ในฐานะรัฐกันชน ขณะเดียวกันในทางการค้า สหรัฐฯต้องการปิดทางออกมหาสมุทรอินเดียของจีน

ข้อดีคือ ที่ผ่านมาเราไม่ได้พึ่งพิงจีนมากเหมือนเวียดนาม ลาว หรือกัมพูชา ที่พึ่งพาจีนอย่างเห็นได้ชัด และเราก็ไม่ได้เข้าข้างสหรัฐฯมากเกินไป ดังนั้น ในความเป็นกลาง เราจึงยังมีพื้นที่เจรจาต่อรองด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ เพิ่มเติมจากข้อเสนอทางการค้า แค่เราต้องมีความกล้าที่จะต่อรองอย่างเหมาะสม

อีกประเด็นที่สำคัญมาก คือ เราต้องรู้วิธีเข้าถึง “ช่องทาง” ในการเจรจา โดยต้องใช้วิธีใดก็ตามเจาะเข้าไปให้ถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง หรือตัวประธานาธิบดีทรัมป์โดยตรง ต้องประสานงานไปล่วงหน้าให้ชัดเจน เพื่อให้เมื่อไปถึงแล้วต้องได้พบได้เจรจา ไม่ใช่สุ่มๆไปรอพบรอเจรจา แล้วเจอแต่เจ้าหน้าที่ตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งในกรณีเช่นนั้น แม้จะเตรียมข้อเสนอที่ดีไปมากแค่ไหน...ก็คงไม่ได้ประโยชน์.


มิสเตอร์พี

คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม