“สว.” รวมพลังเปิดศึกถล่ม “ดีเอสไอ” ปูดโพยใหม่ 21+24 แต่ดีเอสไอเลือกปฏิบัติไม่ตรวจสอบ ฉะหยุดสะเออะสอบคดีฮั้วเลือกสว. ไล่ “ทวี” ไปตรวจสอบเงินสีเทาในคุก แดนละ 20 ล้าน
วันที่ 4 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย
โดยพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ระบุว่า กระบวนการยุติธรรมไทยมีความล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ อีกทั้งมีการแทรกแซงและครอบงำจากฝ่ายการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะการดำเนินการของกระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีความผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อน มีผลกระทบต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของผู้ต้องขัง อย่างไรก็ตาม ยังมีกรณีที่ให้สิทธิ์ผู้ต้องขังในการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินการที่มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ไม่โปร่งใส ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ผู้ต้องขังบางคนได้รับสิทธิพิเศษในการเข้ารักษาพยาบาลกว่าผู้ต้องขังผู้อื่น นอกจากนี้ ยังมีเรื่องชาวอุยกูร์ที่มีการดำเนินการที่ไม่โปร่งใสขาดความชอบธรรม เห็นได้ชัดว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จนถูกประณามจากองค์กรต่างๆ ระหว่างประเทศ
“การดำเนินการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมขาดความรอบคอบในการพิจารณาดำเนินการตามหลักสากล ขาดความรู้ความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสียหายกับประเทศชาติได้ในอนาคต” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว
...
ซัดจงใจกลั่นแกล้ง สว.
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อถึงการได้มาของสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีดีเอสไอร่วมกันแถลงข่าว จงใจกลั่นแกล้งกล่าวหาว่าการได้มาดังกล่าว มีการฮั้ว เป็นอั้งยี่ และกระทำผิดฟอกเงิน มีความผิดความมั่นคงของชาติ สว.ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ว่าได้รับตำแหน่งมาโดยไม่ชอบทำโดยการสมยอมรวมหัวกัน เพื่อให้ได้เป็นสว. โดยไม่สุจริตและโปร่งใส เป็นการใส่ความต่อบุคคลที่ 3 ทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งฝ่ายกฎหมายวุฒิสภากำลังพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ฉะไม่รอบคอบจนต้องเลื่อนประชุม
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ระบุว่า ในการกล่าวหา ให้ข่าวกับสื่อมวลชนในลักษณะเหมาเข่ง ทั้งๆ ที่อธิบดีดีเอสไอมีอำนาจตามกฎหมายอาญาและ พ.ร.ป.คดีพิเศษ สามารถดำเนินการได้หากพบว่ามีพยานหลักฐานมากเพียงพอที่จะสืบสวนสอบสวน แต่กลับกันอธิบดีดีเอสไอกลับพยายามที่จะทำให้เป็นคดีพิเศษ โดยเฉพาะการเสนอต่อคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ (คกพ.) แต่การประชุมที่ผ่านมาเกิดปัญหาโรคเลื่อน อ้างว่ายังไม่ได้นำเข้าการพิจารณาประชุมของอนุฯ กลั่นกรอง จะเห็นได้ว่าการทำงานของอธิบดีดีเอสไอขาดความรอบคอบในการที่จะนำเสนอเรื่องเข้าบอร์ดพิจารณา ทั้งๆ ที่มีอำนาจหน้าที่ที่จะกระทำได้ แต่ยังนำเรื่องเพื่อให้บอร์ดพิจารณาให้ตนเองมีอำนาจหน้าที่
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีดีเอสไอยังได้แถลงข่าวเป็นรายวัน เพื่อขอความชอบธรรมจากสังคม การกระทำดังกล่าวมีการล็อกเป้าหมายในการดำเนินคดี โดยอ้างว่ามีกลุ่มสว. 138 + 2 ซึ่งตัวเลขนี้ก็ไม่ทราบว่าจะสามารถเปิดเผยหรือดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่ได้หรือไม่ จึงสงสัยว่าการสืบสวนสอบสวนนี้สามารถล็อกเป้ากลุ่ม สว. โดยแยกประเภทสีได้อย่างไร โดยเฉพาะการมุ่งเน้นมาที่สีน้ำเงิน
โวยโพย 21+24 ไม่ถูกตรวจสอบ
"วันนี้ผมใส่เสื้อสีน้ำเงินมาเพื่อขออภิปราย พร้อมที่จะรับแจ้งข้อกล่าวหาจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีเพื่อนสมาชิกที่ได้ไปพักโรงแรมใกล้กับอิมแพค เมืองทองธานี ได้พบเห็นมีการปิดห้องประชุมลับมีผู้เข้าประชุมประมาณ 400 คนมีการแจกจ่ายเอกสารหมายเลขที่จะให้เลือก ซึ่งลักษณะเช่นนี้อธิบดีดีเอสไอ ท่านรู้หรือไม่ ได้รับการร้องเรียนหรือไม่ ท่านพอจะมีข้อมูลทำการสืบสวนเพื่อเป็นคดีพิเศษได้หรือไม่ ผลสุดท้ายจากการดำเนินการก็ได้ตัวเลขออกมาที่น่าสนใจคือ 21 + 24 คล้ายคลึงกับตัวเลข 138 + 2 เพราะฉะนั้น ผมฝากปัญหาว่า 2 ตัวเลขชุดนี้ท่าน อธิบดีดีเอสไอสามารถสืบสวนสอบสวนตามที่ท่านกล่าวหาเป็นการอั้งยี่ฟอกเงินหรือไม่” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว
มีโพยทุกคนเหตุจำเบอร์ไม่ได้
จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวาง นางอัจฉรพรรณ หอมรส สว. อภิปรายว่า ดีเอสไอมัวแต่เน้นกลุ่มสว. 138 คน แต่ขอยกตัวอย่างโพยชุดหนึ่งที่เมืองทองธานี ถอดตัวเลขตามโพยออกมาเป็นสว. 8 คน เป็นสว.สีขาว 7 คน กับสว.สีน้ำเงิน 1 คนที่ถูกพักปฏิบัติหน้าที่ โพยนี้ยืนยันว่า มีโพยสว.ทุกคน เพราะต้องกาหลายเบอร์ จึงจำเบอร์ไม่ได้ และกกต.เองก็แนะนำให้เขียนตัวเลขเข้าไปในห้องลงคะแนนได้ แต่ดีเอสไอกลับเลือกปฏิบัติ
ซัดแรง “ดีเอสไอ” อย่าสะเออะ
นายชินโชติ แสงสังข์ สว. อภิปรายว่า ขอฟันธงว่า ถ้าวันที่ 6 มีนาคมนี้ ดีเอสไอรับคดีเลือกสว.มาทำ แสดงว่ามีวาระซ่อนเร้น รับใช้กลุ่มการเมือง การเลือกสว.ไม่ใช่หน้าที่ดีเอสไอ เป็นหน้าที่กกต. จะทำงานช้า ผิดพลาด ก็ไปฟ้องกกต.ละเลยปฏิบัติหน้าที่ ถ้าดีเอสไอทำเรื่องเลือกตั้งเองก็เอายางลบลบองค์กรอิสระออกจากสารบบได้เลย ต่อแต่นี้ไปดีเอสไอจะต้องรับทุกเรื่อง กรณีนี้ถือว่าดีเอสไอเล่นการเมืองมากเกินไป ไม่มีหน้าที่ อย่าสะเออะ
ยันสว.สวมเสื้อเหลืองรักสถาบัน
นายอลงกต วรกี สว. อภิปรายว่า ตนเป็นหนึ่งในผู้ที่ใส่เสื้อเหลือง ติดตราสัญลักษณ์ไปในวันคัดเลือกสว. ยืนยันมีความจงรักภักดี 3 สถาบันหลักของชาติ แต่กลับถูกกล่าวหาว่าผู้ที่ใส่เสื้อเหลืองไปในวันเลือกสว.ที่เมืองทองธานี และวันรายงานตัวที่สำนักงานกกต. เป็นพวกอั้งยี่ซ่องโจร ขอถามหน่อยว่าถ้าเป็นเช่นนั้นคนใส่เสื้อเหลืองคงเป็นอั้งยี่ซ่องโจรทั้งประเทศ ซึ่งอยากฝากไปถึงดีเอสไอว่าตนมีหลักฐานสว.กลุ่ม 21 มีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กลุ่มเหล่านี้ มีทั้งหมด 11+3 ล้มล้างการปกครองฯ พยายามเสนอแก้ไขมาตรา 112 ในการแก้ของรัฐธรรมนูญ ถ้าอยากได้ข้อมูลมาเอาที่ตนได้
ยกผลศึกษาให้ยุบดีเอสไอ
นอกจากนี้นายอลงกตยังยกผลศึกษารายงานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ศึกษาพ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ที่ระบุว่า การทำหน้าที่ดีเอสไอซ้ำซ้อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สร้างความแตกแยกในสังคม เพราะถูกนักการเมืองใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง จึงมีข้อเสนอย้ายดีเอสไอไปสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด กระบวนการยุติธรรมไม่ควรอยู่ใต้บังคับบัญชารมว.ยุติธรรม ขณะที่การรับฟังความเห็นประชาชนตามรายงานดังกล่าว ถึงขั้นเสนอให้ยุบดีเอสไอ
แฉคุกยุค “ทวี” มีหัวคิว
นายสิทธิกร คงยศ สว. อภิปรายถึงขบวนการหากินกับคุกว่า มีความไม่เท่าเทียมกันในเรือนจำ ยุค พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นรมว.ยุติธรรม หลังได้รับข้อมูลจากผู้หวังดีเสนอข้อมูลราชทัณฑ์มาให้ มีตัวละครชื่อ สมเด็จในเรือนจำคือ คนที่มีพรรษาในการติดคุก เป็นมือไม้ให้เจ้าหน้าที่ทุจริต เมื่อมีนักโทษเข้าเรือนจำและปรับตัวได้ จะมีลูกน้องมาบอกจะอำนวยความสะดวกให้ พาไปพบสมเด็จอำนวยความสะดวกในการอยู่กินในเรือนจำ ปกติเรือนจำจะให้ญาติฝากเงินให้ผู้ต้องขัง 9,000 บาท แต่หากผ่านสมเด็จจะได้อภิสิทธิฝากเงินไม่อั้น แต่ต้องโอนผ่านบัญชีม้าของเจ้าหน้าที่ นมกล่องเท่ากับเงิน 10 บาท กาแฟซองแทนเงิน 100 บาท สามารถเล่นพนันในเรือนจำ โดยมีนมกล่อง กาแฟซองแทนชิปเล่นพนัน ขณะที่ฤดูกาลย้ายแดนนักโทษ หากผ่านสมเด็จจะได้รับการอำนวยความสะดวก ไม่ต้องย้าย หากต้องการป่วยทิพย์ให้โอนเงินผ่านบัญชีม้าให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกป่วยทิพย์ เงินหมุนเวียนสมเด็จแต่ละแดน เฉลี่ย 10-20 ล้านบาท พ.ต.อ.ทวีทราบเรื่องเหล่านี้หรือไม่
ทั้งนี้หลังจากสว.อภิปรายครบถ้วนแล้ว นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานการประชุมแจ้งว่าจะส่งข้อเสนอแนะให้ ครม. และคณะกรรมาธิการฯ