ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ บรรยากาศก่อนปรับ ครม.ทุกครั้งก็มักจะเป็นแบบนี้ เพราะมันมีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งในทางการเมือง พรรคการเมืองและแต่ละบุคคลเพราะตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ไม่ว่าจะกระทรวงไหนต่างก็มีความสำคัญ เนื่องจากการได้เข้าไปใช้อำนาจผ่านทางตำแหน่งหน้าที่กระทรวงใหญ่มีผลประโยชน์มาก ควบคุมคนมาก อำนาจก็มากตามไปด้วยใครที่ได้คุมกระทรวงนี้จึงก็พองมากขึ้นนี่แค่เป็นเสนาบดีเท่านั้นหากใหญ่กว่านี้เหนือกว่านายกรัฐมนตรีจะแค่ไหน?ฉะนั้น การเคลื่อนไหวต่างๆของบุคคลระดับนี้จึงต้องลับ ลวง พรางพอสมควร เนื่องจากมีกฎหมายบังคับเอาไว้“ห้ามพรรคการเมืองยินยอมให้บุคคลที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคเข้ามาควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำพรรคในลักษณะที่ทำให้พรรคหรือสมาชิกพรรคไม่เป็นอิสระทั้งทางตรงและทางอ้อม”จึงไม่แปลกที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ผู้จัดการรัฐบาลปฏิเสธว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้พบกับ “ทักษิณ” ที่โรงแรมดังกลางกรุงเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการปรับ ครม.แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว นายกรัฐมนตรี และทีมงานจึงต้องไปโรงแรมแห่งนี้ เพื่อพบกับใครบางคน เพราะเบาะแสมันเป็นอย่างนั้นและเขาคนนั้นก็คือ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้มากบารมีทางการเมืองเพื่อเคาะชื่อรัฐมนตรีทั้งเข้าและออกทุกอย่าง จึงเรียบร้อยลงตัวสำหรับรายชื่อรัฐมนตรีที่ปรับเปลี่ยนใหม่นั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนมีทางเดียวต้องรอให้โปรดเกล้าฯลงเสียก่อนนั่นแหละชัวร์ที่สุด...การปรับ ครม.นั้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่-พรรคเล็ก ที่ดูว่าง่ายนั้น จริงๆแล้วไม่ง่ายอย่างคิด อย่างที่บอกตั้งแต่แรกแล้วทุกตำแหน่งนั้นมีค่ามีราคาองค์ประกอบในพรรคการเมืองนั้น มีความหลากหลาย ทั้งที่แสดงตนชัดเจนแล้ว ยังมีพวกที่อยู่ในเงามืด แต่มีอำนาจบารมีลึกล้ำสามารถกำหนดอะไรได้หลายอย่างในพรรคบรรดามีเหล่านี้ที่เรียกกันว่า “นายทุนพรรค” เพราะเป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ว่าพรรคการเมืองไหนก็ตามในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยพรรคการเมือง 6 พรรค ต่างก็มีหัวเบี้ยกันทั้งนั้น ไม่ว่ารายเล็กรายใหญ่ใครจะคุมกระทรวงไหน ส่วนใหญ่แล้วเขาจะเป็นผู้กำหนด“เพื่อไทย” ในฐานะแกนนำรัฐบาล ต่างก็รู้กันดีทั้งบ้านทั้งเมืองว่าใครเป็นเจ้าของ ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่เกิดภาพลักษณะอย่างที่เห็นกันอยู่อีกทั้งด้วยอำนาจบารมีเป็นล้นพ้น นอกจากใน “เพื่อไทย” แล้ว ยังกินขอบข่ายกว้างไปทั้งระบบ อันหมายถึงพรรคการเมืองอื่นๆด้วยรายชื่อรัฐมนตรีทุกคนจึงต้องผ่านการตัดสินใจของเขาด้วยที่บอกว่าอำนาจเป็นของนายกรัฐมนตรีนั้น ก็ถูก คือเป็นผู้ลงนาม แต่การตัดสินใจกลับเป็นของผู้มีอำนาจเหนือกว่านายกรัฐมนตรียิ่งรัฐบาลชุดนี้ยิ่งชัดเจนที่สุดอีกทั้งผู้มีอำนาจอย่างเป็นทางการ ก็ยินยอมพร้อมใจที่ให้เป็นอย่างนั้นด้วย ก็เลยไม่มีปัญหา ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้นนี่ถ้าเป็นรัฐบาลชุดอื่นที่โครงสร้างไม่ใช่แบบปัจจุบันคงแตกไปแล้ว...“ลิขิต จงสกุล”คลิกอ่านคอลัมน์ “สับรางวันอาทิตย์” เพิ่มเติม