โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันว่าโครงการ “แจกเงินหมื่น” ซึ่งเป็นนโยบายเรือธง ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยที่สัญญาว่าจะแจกให้ผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป 56 ล้านคน ภายในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาด้วยความหงอยเหงา แม้จะลดจำนวนผู้รับแจกเหลือ 50 ล้านคนเป็นนโยบายแจกเงินหาเสียงแบบประชานิยม ลดแลกแจกแถมแบบเดียวกับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่สืบทอดมาจากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนแปรสภาพเป็นพรรคเพื่อไทย ทั้งสองโครงการเป็นระดับอภิโครงการ โครงการรับจำนำข้าวใช้เงินประมาณ 5 แสนล้านบาทเนื่องจากเป็นโครงการต่อเนื่อง จึงต้องใช้งบหลายแสนล้านบาท เพราะต้อง “แจกเงิน” ชาวนาทุกปี แต่รัฐบาลไม่ได้ตั้งงบไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทั้งสองโครงการ โครงการรับจำนำข้าวต้องกู้จากธนาคารของรัฐเช่น ธ.ก.ส. ส่วนโครงการดิจิทัลเคยสัญญาว่าจะจ่ายจากงบประจำปี แต่ในที่สุดจะกู้เช่นกันมีคำเตือนจากหลายฝ่าย ให้รัฐบาลใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด มิฉะนั้นจะไม่คุ้มค่า รัฐต้องก่อหนี้มหาศาลและอาจไม่สมราคาคุยของรัฐบาลที่อ้างว่าเงิน 5 แสนล้านบาทจะหมุนเวียนหลายรอบ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟู่ฟ่า ป.ป.ช. เตือนด้วยว่าอาจนำไปสู่การทุจริต เช่นเดียวกับการรับจำนำข้าวโครงการรับจำนำข้าวพิสูจน์ชัดเจน มีการทุจริตเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เนื่องจากรัฐซื้อข้าวในราคาที่แพง แต่นำออกมาขายทั้งในตลาดมืดและตลาดแจ้ง ในวิธีการและในราคาที่ทุจริต ส่วนโครงการแจกเงินดิจิทัล ยังไม่มีฝ่ายใดชี้ชัดว่าอาจเกิดทุจริตในช่องทางใด เพียงแต่ชี้ว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้บางกลุ่มแต่มีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังบางคน แม้จะไม่ได้ระบุทางของการทุจริตของโครงการแจกเงินหมื่น แต่อ้างผลกลการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ระบุว่าเงินแจก 5 แสนล้านบาท จากภาษีประชาชนอาจสูญเปล่า เพราะอาจมีการนำมาใช้จ่ายซื้อสินค้าในประเทศ ไม่ถึง 2 แสนล้านบาท ไม่หมุนหลายรอบตามราคาคุยข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามดูกันต่อไป เริ่มตั้งแต่จับตาดูว่ารัฐบาลจะกล้าเดินหน้าต่อหรือไม่ จะปรับโครงการให้เล็กลง เพื่อลดความเสี่ยงต่อความผิดพลาดหรือไม่ เพื่อรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้ต่อประชาชนทั้งประเทศ นี่คือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ของนโยบายมหาประชานิยมต่อจากการรับจำนำข้าว.คลิกอ่านคอลัมน์ "บทบรรณาธิการ" เพิ่มเติม