น่าสังเกตว่าพรรคการเมืองใหม่ๆที่เกิดขึ้นในระยะนี้ ส่วนหนึ่งมักจะมีคำว่า “สร้าง” เป็นชื่อ เช่น พรรคไทยสร้างไทย พรรคสร้างอนาคตไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นต้น คำว่า “สร้าง” กลายเป็นยอดนิยมของนักการเมือง เช่นเดียวกับคำว่า “พลัง” เป็นชื่อหลายพรรค ในการเลือกตั้ง 2562นำโดยพรรคพลังประชารัฐ พรรคพลังประชาชาติไทย พรรคพลังท้องถิ่นไทย พรรคพลังปวงชนไทย พรรคพลังชาติไทย พรรคพลังไทยรักไทย และพรรคพลังธรรมใหม่ ชื่อพรรคการเมืองใหม่มักสะท้อนกระแส หรืออารมณ์การเมืองในยุค หรือช่วงใดช่วงหนึ่ง เช่น เมื่อประชาธิปไตยเบ่งบาน หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516บรรดานักศึกษาและประชาชน ที่ลุกฮือขึ้นมาเรียกร้องประชาธิปไตย และขับไล่เผด็จการ ที่ผูกขาดอำนาจปกครองประเทศมาเกือบ 20 ปี ต่างยึดอุดมการณ์ “ความเป็นธรรมในสังคม” สังคมนิยม พรรคที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ส่วนหนึ่งสะท้อนกระแสการเมืองขณะนั้น เช่น พรรคสังคมนิยมฯ พรรคกิจสังคม พรรคธรรมสังคมรวมทั้งพรรคเกษตรสังคมและพรรคอื่นๆ แม้แต่รัฐธรรมนูญ 2517 ซึ่งเป็นผลของการลุกฮือต่อสู้ เขียนไว้ในหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ว่า “รัฐพึงดำเนินการให้ความเหลื่อมล้ำในฐานะของบุคคลในทางเศรษฐกิจลดน้อยลง” และรัฐธรรมนูญ 2540 สืบทอดต่อว่า “รัฐต้องดำเนินการให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม”แม้แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบัน ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้น ว่ามีบทบัญญัติด้านการเมืองหลายประเด็น ที่ขัดหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง ก็ยังบัญญัติไว้ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ว่า “รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงเป็นธรรม”แต่พรรคต่างๆที่กำลังรณรงค์หาเสียงอยู่ในขณะนี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยเน้นนโยบายความเป็นธรรมในสังคม หรือการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำ ในอันดับต้นๆ ของโลก ทุกพรรคประกาศนโยบายด้านเศรษฐกิจ แต่เน้นปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การกระตุ้น หรือฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบลดแลกแจกแถมนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่วนใหญ่จะยึดหลัก “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ไม่เน้นการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม รวมทั้งการลดความเหลื่อมล้ำด้านการดำเนินการให้ทุกกลุ่ม มี “โอกาส” เข้าถึงบริการที่สำคัญของรัฐโดยเฉพาะ “การศึกษา” ที่ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรง ที่รัฐจะจัดการให้ได้อย่างทั่วถึง.