พรรคการเมืองที่เกิดขึ้น และบานสะพรั่งเสมือนดอกเห็ดในหน้าฝน เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองของระบอบประชาธิปไตยไทย หรือจะเป็นภาพสะท้อนถึงความด้อยพัฒนาของการเมืองไทย ตามความเชื่อของนักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่ แต่บางคนยังฝากความหวังเอาไว้กับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในคราวหน้าแต่หลายคนสิ้นหวัง เพราะพรรคการเมืองร่วมกันเปลี่ยนกติกาการเลือกตั้ง กลับไปกลับมา พรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐ เป็นแกนนำเปลี่ยนจากสูตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ จาก 100 หาร กลับไปเป็น 500 หาร และแสดงท่าทีว่าอาจยอม แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเหมือนกับปี 2562ขณะนี้ยังไม่ชัดเจน เสียงข้างมาก ของรัฐสภาจะเอาอย่างไรกันแน่ แต่ที่น่าเศร้าก็คือ พรรคแกนนำรัฐบาลยอมเปลี่ยนกลับไปกลับมา ยอมให้พรรคขนาดจิ๋วขี่คอ เปลี่ยนสูตรจาก 100 หาร เพื่อเอาใจพรรคจิ๋ว ให้ยกมือไว้วางใจนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรี เสียงข้างน้อยกลายเป็นผู้ชนะในการลงมติที่สำคัญในสภานายวิษณุ เครืองาม รองนายก รัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย แสดงความเห็นว่าการเลือกตั้งคราวหน้า อาจใช้กติกาที่ “พิสดาร” ไม่ได้ชี้แจงว่าพิสดารอย่างไร แต่หวังว่าจะไม่ถึงกับเลยเถิด จาก “พิสดาร” กลายเป็น “วิตถาร” ในภาษาไทยคำว่า “พิสดาร” กับ “วิตถาร” มีรากศัพท์เหมือนกัน พิสดารมาจากภาษาสันสกฤตส่วนคำว่า “วิตถาร” มาจากภาษาบาลี ทั้งสองคำมีความหมายคล้ายกัน แต่ เมื่อมาเป็นภาษาไทย พิสดารยังมีความหมายในแง่ดี หมายถึงกว้างขวาง ละเอียดลออ ส่วนวิตถารก็กลายเป็นนอกแบบ นอกทาง ถ้านำมาใช้กับคำว่า “การเลือกตั้ง” อาจกลายเป็นการเลือกตั้งที่นอกลู่นอกทาง การปกครองประเทศ กลายเป็นประชาธิปไตยวิตถารภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับสืบทอดอำนาจ เป็นไปได้ยากที่ประชาธิปไตยจะรุ่งเรืองเฟื่องฟู พอเริ่มต้นก็ส่งเสริมให้พรรคเต็มบ้านเต็มเมือง มีพรรคลงเลือกตั้งกว่า 70 พรรค ในการเลือกตั้ง 2562 มีพรรคที่ “ชนะ” ใช้ ส.ส.เข้าสภาถึง 26 พรรค ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งได้ต้องตั้งรัฐบาลสะสมเกือบ 20 พรรค เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคที่สุดในโลก หรือในทวีปเอเชีย แต่กลายเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ไม่สามารถแก้ปัญหาสำคัญๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง เศรษฐกิจหรือสังคม เพราะพรรคส่วนใหญ่มี ส.ส.พรรคละไม่กี่คน ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ส.ส. เสื่อมศรัทธารัฐสภาและประชาธิปไตย.