แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านและประชาชนจะถูกควํ่าซํ้าซากกลางสภา แต่ขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังเดินหน้าต่อไป พรรคก้าวไกลประกาศว่าจะนำร่างของประชาชนเป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงว่า อาจเสนอแก้ไขทั้งฉบับเลขาธิการพรรคเพื่อไทยชี้แจงว่า แม้จะเคยขอแก้ไขทั้งฉบับและเคยถูกตีตกมาแล้ว แต่จะเสนออีก เพราะครั้งก่อนยังไม่มี พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะแก้ไข หรือจัดทำใหม่ทั้งฉบับไม่ได้ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ จะแก้ไขต้องให้ประชาชนลงประชามติ ขณะนี้มี ก.ม.ประชามติแล้วแต่เรื่องนี้ถูกนายไพบูลย์ นิติตะวัน ขัดคอทันที รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ชี้ว่าการลงประชามติทำได้ยาก จะต้องผ่านความเห็นชอบของทั้ง ส.ส. และ ส.ว. จากนั้นจะต้องผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี แต่นายประเสริฐประกาศว่า จะต้องแสดงเจตนาไปว่าต้องแก้ไข เพราะถ้าให้รอจนวุฒิสภาครบวาระนานเกินไปไม่ใช่แค่ล่าช้าเกินไป ถ้าไม่รีบ แก้ไขก่อน ส.ว.ครบวาระ 5 ปี ในเดือนมีนาคม 2566 ยังเปิดช่องอ้าซ่าให้ระบอบประยุทธ์สืบทอดอำนาจต่อไปได้จนถึงปี 2570 หรือเกือบ 6 ปี เพราะถ้า ส.ส.อยู่ ครบวาระในเดือนมีนาคม 2566 ส.ว. 250 คน ที่หัวหน้า คสช.แต่งตั้งมีสิทธิ์เลือกหัวหน้า คสช.เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีก 4 ปีแต่การแก้ไขหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ไม่ใช่เรื่องง่าย สมกับ คำขู่ของฝ่ายรัฐบาล ทั้งๆที่คนไทยเคยเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างน้อย 2 ฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 และเคยลงประชามติให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ คือฉบับ 2550 และ 2560แต่กลับจะมีปัญหาในการลงประชามติ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เริ่มด้วยการขอลงประชามติ ก็ต้องผ่าน ส.ส.และ ส.ว. ต้องวิงวอน ส.ว.ที่มาจากแต่งตั้งเป็นพิเศษ ทั้งยังต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นฉบับสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ได้สร้างกลไกต่างๆ เพื่อขัดขวางการแก้ไข สุดฤทธิ์สุดเดช แต่ พ.ร.บ.ประชามติที่เพิ่งออกใหม่ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็น เพื่อชี้ขาดปัญหาสำคัญๆ ของบ้านเมือง ตามหลักการประชาธิปไตย แต่ทำไมจะกลายเป็นกฎหมายปิดปากประชาชน?