อนาคตทางการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมช.เกษตรฯ และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เป็นที่สนใจของคอการเมืองที่มองข้ามช็อตไปถึงอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และในฐานะ พี่ใหญ่ของสาม ป. ด้วย เป็นที่รู้กันดีว่า ทั้ง ร.อ.ธรรมนัส และ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน เป็นมือเป็นไม้ที่ใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร มากที่สุด ถึงขนาดไว้วางใจให้ทำงานการเมืองในพรรค เพราะฉะนั้นการ ตัดมือตัดไม้ของ พล.อ.ประวิตร เท่ากับลดอำนาจในการบริหารจัดการไปส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สั่งให้ 3 รมต.ในรัฐบาลประกอบไปด้วย สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลฯ และ สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เข้าไปดูแล ส.ส.ในพลังประชารัฐ สัดส่วน 1 ต่อ 10 เช่นเดียวกับ สามมิตร ที่นำโดย สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรมและ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.ยุติธรรม อ้างว่ามี ส.ส.อยู่ในการดูแลถึง 30 คน จะได้รับความสำคัญจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นพิเศษ ข่าวลือทางการเมืองต่างๆในเวลานี้ ดูเหมือนว่า เสถียรภาพทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล ไม่ค่อยจะมั่นคงนัก เพราะรอยร้าวที่เกิดขึ้นระหว่าง พี่น้อง และ กลุ่มก๊วนในพรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นแกนนำในรัฐบาล ไม่ปกติธรรมดาอีกต่อไป ไม่อย่างนั้นคงไม่ถึงขนาดมีการปลด รมต.จากตำแหน่งแบบไม่เหลือเยื่อใยขนาดนี้แล้วจะอยู่กันอย่างไร ระหว่าง อำนาจจากฝ่ายการเมือง กับ อำนาจผูกขาดทางการเมือง ต้องถือว่าการลงมือของ พล.อ.ประยุทธ์ เที่ยวนี้เป็นการยิงนกด้วยกระสุนนัดเดียวสยบความเคลื่อนไหวของ ฝ่ายค้าน สยบความเคลื่อนไหวของพรรคร่วมรัฐบาล ที่เป็นกำลังคลื่นใต้น้ำอยู่ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และเป็นโค้งสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ด้วยถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ต่อไปอีกสมัย ก็ต้องสร้างเพาเวอร์ คุมนักการเมืองให้อยู่หมัด และจำเป็นต้องลงสนามการเมืองด้วยตัวเอง ซึ่งหนีการปรับ ครม.ไม่พ้น โดยเฉพาะการปรับ ครม.ที่จะเป็นฐานในการเลือกตั้งครั้งต่อไปมีข่าวถึงขนาดว่าจะเอา ปลัดฉิ่ง ปลัดมหาดไทย ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนนี้ มารับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย เลยทีเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าจะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมารองรับด้วยซ้ำในขณะเดียวกันก็มีข่าวว่า ซีก ร.อ.ธรรมนัส ก็จะแยกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาเช่นกัน รวมทั้งข่าวที่ว่าการสกัด ร.อ.ธรรมนัสครั้งนี้เพื่อไม่ให้มีการดีลในการตั้งรัฐบาลระหว่าง เพื่อไทย กับ พลังประชารัฐ ได้สำเร็จซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในอีกรูปแบบที่ฝ่ายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ รับไม่ได้ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของ ทักษิณ ชินวัตร ในต่างประเทศ ประกาศว่าจะกลับบ้านให้ได้ความขัดแย้งทางการเมืองที่เดิมพันสูงขึ้นเรื่อยๆ หมดหนทางที่จะเยียวยา เพียงแต่รอเวลาที่จะพิสูจน์ข่าวลือว่าจะเป็นข่าวจริงแค่ไหน งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา อำนาจ วาสนาก็ย่อมมีการเสื่อมถอยไม่เข้าใคร ออกใครเสียด้วย.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th