เมื่อวานนี้ผมสรุปคำขอร้องของผมต่อภาคเอกชนระดับมหาเศรษฐีทั้งหลาย ขอให้ท่านใช้ศักยภาพของท่านเข้ามาช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยต่อไปในอนาคตข้างหน้า อย่าหยุดอยู่ที่ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าคือการแก้ปัญหาหรือช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 เพียงเท่านั้นเพราะการที่จะนำประเทศก้าวพ้นจาก “กับดัก” ของการเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูงเข้าสู่ระดับประเทศรายได้สูงขั้นต้นนั้นจะต้องปรับเปลี่ยน “แนวคิด” และ “แนวทาง” ในการพัฒนาไปจากที่เราเคยใช้กันมาร่วมๆ 60 ปี แทบจะโดยสิ้นเชิงโดยเฉพาะ “แกนนำ” ในการพัฒนาจะต้องเป็น “ภาคเอกชน” มากกว่าภาครัฐ เหตุเพราะในการลงสนามแข่งขันในระดับโลกเพื่อช่วงชิง “รายได้โลก” มาสู่ประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยของเรามีรายได้ส่วนรวมสูงขึ้นไปเรื่อยๆนั้น...เป็นหน้าที่ของภาคเอกชนโดยตรง ด้วยข้อเท็จจริงที่จะต้องเกิดขึ้นในลักษณะเช่นนี้ก็แปลว่า ภาคเอกชนที่รวยอยู่แล้ว หรือเก่งอยู่แล้ว จะยิ่งรวยหรือเก่งขึ้นไปอีกช่องว่างของรายได้ระหว่าง “คนรวย” กับ “คนจน” ที่กว้างพอสมควรอยู่แล้วก็จะยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่จะต้องคิดล่วงหน้าก็คือ ทำอย่างไรจะให้คนรวยที่จะรวยขึ้นไปอีกนั้นนึกถึง“คนจน” ที่จะถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง...เพื่อให้ “คนรวย” ทั้งหลายถือเป็น “หน้าที่” ของพวกเขาด้วย ในการไม่ลืม “คนจน”...และหาโอกาสกลับมาช่วยเหลือคนจนให้ลืมตาอ้าปากได้ไปพร้อมๆกันด้วยแนวความคิดเช่นนี้ทำให้ผมต้องขอขอบคุณข้อเสนอของรัฐมนตรีเศรษฐกิจท่านไหนก็ไม่ทราบได้ในรัฐบาลบิ๊กตู่นี่แหละ ที่ได้ริเริ่มโครงการประเภท “ประชารัฐ” ขึ้นตั้งแต่ยุคแรกๆที่ท่านเข้ามาบริหารประเทศ มีการดึงภาคเอกชนที่มีศักยภาพเข้าไปช่วยพัฒนาฐานรากในหลายๆหัวข้อร่วมกับภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนในแต่ละชุมชน โดยการตั้งคณะทำงานขึ้นหลายๆชุด รวมทั้งชุดที่เรียกว่า “คณะทำงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ” ที่มี “บิ๊กป๊อก” พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ และ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริษัทไทยเบฟเวอเรจ เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชนกลายเป็นคณะทำงานที่มีผลงานมากกว่าทุกคณะ เพราะมีโครงการในระดับชุมชนเกิดขึ้นเกือบๆ 500 โครงการ กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีทั้งในด้านเกษตร การแปรรูป และการท่องเที่ยว สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นแก่ประชาชนในชุมชนต่างๆกว่า 30,000 ครัวเรือนจริงอยู่...แม้จำนวนครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ เมื่อเทียบกับชุมชนชนบทอันกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว...จะมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่สิ่งที่ผมดีใจในฐานะอดีตนักพัฒนาชนบทคนหนึ่งก็คือ ผมพบว่า...ทายาทเศรษฐี หรือ “เจ้าสัวน้อย” เช่น คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี นั้น ได้กลายเป็นเศรษฐีรุ่นใหม่ที่เข้าใจปัญหาของชาวชนบท...ที่ผมคิดว่า “ลึกซึ้ง” พอสมควรทีเดียวผมเคยฟัง “ทายาทเศรษฐี” ท่านนี้พูดถึงการพัฒนาชุมชน ในงานสัมมนา “100 ปี อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์” ที่จัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วก็บอกตัวเองว่า “คุ้มมาก” สำหรับผลงานของคณะทำงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐคณะนี้ อย่างน้อยก็ทำให้ทายาท เศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย เข้าใจถึงปัญหาของชุมชนในชนบทไทยอย่างถ่องแท้ รวมไปถึงวิธีแก้ไขที่ถูกต้องควบคู่ไปด้วยดังนั้น เมื่อตั้งประเด็นขึ้นว่า ในอนาคตผมจะฝากความหวังในการช่วยแก้ปัญหาช่องว่างในสังคมไทย...และเศรษฐีคนไหนที่จะไม่ลืม พี่น้องผู้ยากจนในชนบท ผมจึงนึกถึงคุณ ฐาปน เป็นรายแรกอีกทั้งยังหวังด้วยว่า เศรษฐีรุ่นใหม่ หรือ “เจ้าสัวน้อย” คนอื่นๆจะมีแนวคิดและวิธีปฏิบัติเช่นเดียวกับคุณฐาปน...เพื่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนในอนาคตประเทศไทยจะต้องก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงขั้นต่ำจนได้ในที่สุด...พร้อมๆกับช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนที่ควรจะลดลง...ซึ่งผมเชื่อว่าจะลดลงได้แน่นอน หากมหาเศรษฐีทั้งหลายที่ร่ำรวยมหาศาลนั้นๆรู้จักแบ่งปันให้แก่สังคม.“ซูม”