ชายขอนแก่นแจ้งความเอาผิด “ป้าดา-พวก” หมิ่นเบื้องสูง อ้างฎีกาวันปิดล้อมวัดป่าอดุลยาราม ขณะเจ้าหน้าที่ที่ดิน แจ้งความ “ผู้จัดการมรดก” ปมขอออกใบแทนโฉนด อ้างสูญหาย รับยังกังวลปมเปลี่ยนชื่อโฉนด
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เดินทางกลับจากรับกิจนิมนต์นอกวัด มี นายอุเทน อินอ้าย อายุ 53 ปี ประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่น (วิทยากรจิตอาสา 904 หลักสูตรหลักประจำรุ่นที่ 3/62 เฉพาะกิจราชสีห์ สังกัดกระทรวงมหาดไทย) เดินทางเข้ากราบสักการะ พร้อมทั้งเข้าพูดคุย และแจ้งให้หลวงพ่อเจ้าอาวาสทราบว่า จะมีการดำเนินการเข้าแจ้งความเอาผิดกับบุคคลที่กล่าวอ้างเบื้องบน ที่ปรากฏตามคลิปในเหตุการณ์กลุ่มชายฉกรรจ์ ขณะทำการปิดประตูวัดป่าอดุลยาราม เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดก็มีหน้าตายิ้มแย้มพร้อมกับบอกว่า ให้ดำเนินการได้เลย เพราะหลวงพ่อก็ไม่พอใจที่มีคนกล่าวอ้างแบบนี้
ต่อมาเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน นายอุเทน เดินทางไปที่สภ.เมืองขอนแก่น เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.ปุณณริศร์ ธรานันทเศรษฐ์ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองขอนแก่น หลังแจ้งความได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า มาทำหน้าที่ประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 50 (1) เพราะหลังจากมีคลิปภาพเผยแพร่ในภาพข่าวของสื่อมวลชนแล้วมีบางภาพบางมุม และคำพูดที่ไม่เหมาะสม จึงมาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจร้องทุกข์กล่าวโทษ เอาผิดกับชายที่กล่าวอ้างเบื้องบนและป้าดา รวมถึงกลุ่มคนที่ร่วมกันก่อเหตุปิดประตูทางเข้าออกวัดในวันดังกล่าว ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอ
นายอุเทน กล่าวอีกว่า ตนเองในฐานะประชาชนคนขอนแก่น ประชาชนคนไทย ที่มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการปกป้อง สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เมื่อมีเรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ตนเองในฐานะประชาชนชาวขอนแก่นรู้สึกไม่สบายใจ อยากถามไปยังกลุ่มคนเหล่านั้นว่ามีฎีกาจริงหรือไม่ และฎีกาที่แอบอ้างในหลวงนั้น เป็นอย่างไร หากมีฎีกาจริงก็ขอให้นำออกมาเปิดเผย แต่หากไม่มี ตนเองในฐานะประชาชน ก็จำเป็นที่จะต้องแจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
เวลา 14.30 น. วันเดียวกัน นายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเชือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น นำเจ้าหน้าที่ส่วนงานที่รับเรื่องจาก นางบัวไข สรสมุทร ผู้จัดการมรดกของนายเฮียง พิมพ์ศรี ที่ยื่นเรื่องออกใบแทนโฉนดที่ดินที่สูญหาย เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.พงษ์ระวี อ่อนเฉวียง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองขอนแก่น โดยมีเอกสารหลักฐานเป็นสำเนาที่เกี่ยวข้องกับการคัดสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาการยื่นขอใบแทนมาเป็นหลักฐาน
นายพงษ์สุวัจน์ ให้สัมภาษณ์หลังเข้าแจ้งความว่า เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้จัดการมรดก กรณีให้ข้อมูลว่าโฉนดที่ดินสูญหายและยื่นขอออกใบแทน เนื่องจากเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม นำโฉนดฉบับจริงมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ทำให้สำนักงานที่ดินยกเลิกกระบวนการออกใบแทน พร้อมแจ้งสิทธิอุทธรณ์ภายใน 15 วัน ไปยังผู้จัดการมรดกเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ขณะที่กระบวนการเปลี่ยนชื่อโฉนดเป็นของวัดป่าอดุลยารามนั้น ยังเดินหน้าตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
และกรณีข้อพิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 61945 ซึ่งเกี่ยวข้องกับวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่นนั้น สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ได้มีการดำเนินการ 2 ส่วนที่ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ได้แก่ การดำเนินคดีกรณีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และกระบวนการทางทะเบียนเพื่อเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดให้เป็นชื่อวัด และตามขั้นตอนปกติ หากประชาชนอ้างว่าโฉนดที่ดินสูญหาย เจ้าหน้าที่จะรับบันทึกถ้อยคำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่โฉนดสูญหาย รวมถึงให้พยานรับรอง 2 คน ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับคำขอ และมีการประกาศเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาโต้แย้งหรือคัดค้าน
ซึ่งในส่วนของที่ดินวัดป่าอดุลยารามนั้น เมื่อผู้จัดการมรดกมายื่นเรื่องขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับจริงและอยู่ระหว่างการประกาศ 30 วัน เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามได้เข้ามาคัดค้านและนำโฉนดฉบับจริงมาแสดงต่อสำนักงานที่ดิน ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าโฉนดไม่ได้สูญหายตามที่มีการแจ้งไว้
เจ้าพนักงานที่ดิน กล่าวอีกว่า กรณีที่เกี่ยวข้องกับการที่ผู้จัดการมรดกมายื่นเรื่องขอให้ออกใบแทน และให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานไว้แล้วนั้น เมื่อมีผู้คัดค้านและนำโฉนดฉบับจริงมาแสดง ก็เท่ากับว่า ผู้จัดการมรดก ให้การอันเป็นเท็จ ให้ข้อมูลเท็จ เพราะผู้จัดการมรดก มาขอออกใบแทน ยืนยันว่าโฉนดสูญหาย เจ้าหน้าที่ถือเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนปกติ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิเสธการรับคำขอได้ ด้วยเหตุนี้ สำนักงานที่ดินจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน จึงเดินทางมาแจ้งความเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งจะมีความผิดในข้อหาใด ใครต้องรับผิด และมีความผิดในระดับใด เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติของกฎหมายต่อไป
ในขณะเดียวกัน เจ้าพนักงานที่ดินขอนแก่นก็ยอมรับกังวล ปมเปลี่ยนชื่อโฉนดวัดป่าอดุลยาราม จึงได้หารือกรมที่ดินเพื่อยืนยันแนวทาง หวั่นผิดพลาดภายหลัง เนื่องจากกรณีนี้มีความสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน ขณะเดียวกันนักกฎหมายหลายฝ่ายยังมีมุมมองต่อแนวทางดำเนินการแตกต่างกัน จึงต้องขอให้กรมที่ดินยืนยันแนวทางอีกครั้งว่า การดำเนินการของสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายหรือไม่
เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ยังย้ำว่า จะต้องยึดระเบียบและหลักกฎหมายของกรมที่ดินเป็นสำคัญ พร้อมดำเนินการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดในขั้นตอนการเปลี่ยนชื่อโฉนด อาจทำให้เกิดปัญหาและความยุ่งยากตามมาในภายหลัง
ส่วนเอกสารหลักฐานที่วัดป่าอดุลยารามนำมาแสดงต่อสำนักงานที่ดินนั้น ในส่วนของเอกสารประกอบถือว่าเพียงพอ แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถเปลี่ยนชื่อในโฉนดได้ทันที เนื่องจากยังมีขั้นตอนการสอบสวนข้อมูลประกอบอีกหลายรายการ หนึ่งในรายละเอียดที่สำนักงานที่ดินต้องตรวจสอบ คือข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างภายในวัด รวมถึงจำนวนพระภิกษุและสามเณร ตลอดจนรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามขั้นตอนทางทะเบียน ดังนั้น ประเด็นที่สำนักงานที่ดินกำลังเร่งดำเนินการในขณะนี้ จึงไม่ใช่เพียงการตรวจสอบว่าเอกสารของวัดครบหรือไม่ แต่เป็นการทำให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายอย่างถูกต้อง
ขณะเดียวกัน สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ยังต้องติดตามการใช้สิทธิของผู้จัดการมรดก หลังมีคำสั่งยกเลิกกระบวนการออกใบแทนโฉนด โดยผู้จัดการมรดกมีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 15 วัน จึงต้องติดตามทั้ง คำยืนยันจากกรมที่ดิน แนวทางการดำเนินการตามมาตรา 84 และการใช้สิทธิอุทธรณ์ของผู้จัดการมรดก ซึ่งจะเป็นขั้นตอนสำคัญต่อการเปลี่ยนชื่อโฉนดแปลงพิพาทให้เป็นชื่อวัดป่าอดุลยารามต่อไป