“สำนักพุทธฯ” ผนึก “มหาหมี” พาเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คัดค้านออกใบแทนโฉนดฝั่งทายาท พร้อมยื่นเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็น “วัด” ขณะที่เจ้าอาวาสร่ำไห้ หลังได้รับกำลังใจ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น นายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วย ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิกองทัพธรรม และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น เดินทางเข้าพบพระครูอดุลยสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม
หลังจากพูดคุยทำความเข้าใจกันถึงจุดประสงค์ที่เดินทางมาพบเจ้าอาวาสวัดจนเป็นที่เข้าใจเรียบร้อยแล้ว จากนั้นคณะผู้ตรวจได้นำเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม และทนายความ เดินทางไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เพื่อเข้าพบกับ นายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น
ในขณะเดียวกันนายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งกับเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดขอนแก่น ถึงการพาเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เข้าพบในครั้งนี้ว่า มาพบใน 2 กรณี กรณีแรกคือเรื่องใบแทน ที่ฝ่าย นำออกมาอ้าง จะให้เจ้าอาวาสยื่นคัดค้าน กรณีที่ 2 กรณีการแก้ไขชื่อในโฉนดที่ดิน เปลี่ยนชื่อจาก เป็นชื่อวัด ซึ่งทั้งสองกรณีที่กล่าวมานั้น เชื่อมั่นว่าทางเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น จะดำเนินการให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด
ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวอีกว่า กรณีที่เกิดขึ้นกับวัดป่าอดุลยารามนั้น เป็นเรื่องที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และยกเป็นตัวอย่างกรณีเร่งด่วน ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาประสานกับทางวัดทุกแห่งที่มีกรณียกที่ดินให้ตั้งวัด สร้างวัด ให้รีบดำเนินการโอนชื่อจากผู้บริจาคเป็นชื่อวัดให้หมด จะได้ไม่เกิดข้อพิพาทขึ้นเช่นนี้อีก แม้ว่าในทางกฎหมายนั้น เมื่อผู้บริจาคยกที่ดินให้วัดแล้ว ถือเป็นสมบัติแผ่นดินยังไม่มีการโอนชื่อก็ตาม และทายาทไม่มีสิทธิ์เรียกร้องคืนแล้ว แต่ป้องกันไว้ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก
และในกรณีวัดป่าอดุลยารามนั้น อดีตมีการฟ้องร้องทางวัดมาแล้วและวัดก็ชนะทุกศาล แต่ในขณะนี้เกิดกรณีทายาทมายื่นเรื่องดำเนินการต่อ ทั้งในเรื่องการออกใบแทน ที่ฝ่ายทายาทมายื่นเรื่องเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมาจึงต้องให้เจ้าอาวาสมายื่นคัดค้าน เพื่อให้ถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมาย และทำเรื่องเปลี่ยนชื่อให้เรียบร้อย เมื่อเสร็จสิ้นตามกระบวนการ เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดกรณีใด ๆ ตามมาอีก และเมื่อดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายแล้วนั้น คนที่ถือเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดินแปลงที่เป็นวัดป่าอดุลยาราม ก็ถือว่าเป็นเท็จ
ขณะที่ ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา เปิดเผยว่า วันนี้ถือว่าเป็นการเริ่มนับหนึ่งของวัด ในการที่จะดำเนินการด้วยกระบวนการให้ครบถ้วน เพราะในทางกฎหมายที่ของวัด คือที่ของวัด แต่ทางวัดยังไม่เคยมีนโยบายในการที่จะโอนโฉนดและเปลี่ยนชื่อ วันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีในการที่จะยื่นเอกสารทั้งหมด และรอเอกสารจากทนายให้เซ็นและจะยื่นให้พนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการ
โดยวันนี้จะดำเนินการสองเรื่อง คือ เรื่องที่หนึ่ง คัดค้านการออกโฉนด และเรื่องที่สอง คือ ยื่นเพื่อที่จะขอให้มีการเปลี่ยนแปลงโฉนด คือ ขอให้มีการออกโฉนดเป็นชื่อของวัด ซึ่งกระบวนการดำเนินการอาจจะต้องมีระยะเวลา เนื่องจากมีหน่วยงานที่เกี่ยวพันหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐเอง กระทรวงมหาดไทย หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือใครก็แล้วแต่ ที่จะต้องช่วยกันตรวจสอบ และอีกกระบวนการหนึ่ง คือ จะต้องดูว่าทางฝ่ายทายาทจะมีการดำเนินการต่อเนื่องอย่างไร ซึ่งน่าจะมีการขยับเหมือนกันแล้ว แต่กระบวนการที่เรากำลังทำเป็นกระบวนการที่วัดดำเนินการตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ตามกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ครบถ้วน ผลจะเป็นประการใด เชื่อว่าพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ และพี่น้องสื่อมวลชนก็จะติดตามข่าวทุกระยะ เพราะเป็นกรณีศึกษาของคณะสงฆ์เอง เป็นกรณีศึกษาของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติด้วยซ้ำ ถ้าเรื่องนี้จบลงด้วยดี บรรทัดฐานตรงนี้จะเป็นการสร้างความมั่นคงกับพระพุทธศาสนาในเรื่องการดูแลรักษาที่เป็นสาธารณสมบัติของวัด และสาธารณสมบัติกลาง
นายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ทราบเจตนาของเจ้าอาวาสและคณะฯ ที่เดินทางมาที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นในครั้งนี้ ซึ่งต้องแจ้งให้ทราบว่า การดำเนินการในขั้นตอนการยื่นคัดค้านเรื่องการออกใบแทนนั้น เจ้าอาวาสวัดสามารถให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อในเอกสารคัดค้านได้ทันที เพราะการขอออกใบแทนนั้น เป็นไปตามที่นางบัวไข สรสมุทร ผู้จัดการมรดกนายเฮียง พิมพ์ศรี ได้มายื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวข้างต้นนี้ โดยอ้างว่าสูญหาย พร้อมนำพยานบุคคลให้ถ้อยคำรับรองด้วยนั้น เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม จึงขอคัดค้านการออกใบแทนโฉนดที่ดินแปลงนี้ เนื่องจากโฉนดที่ดินไม่ได้สูญหายจริงตามที่ผู้ขออ้าง และโฉนดที่ดินยังอยู่ในความดูแลของวัดป่าอดุลยาราม และเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ยังได้นำโฉนดที่ดินมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ประกอบคำขอด้วย
แต่ในส่วนของการเปลี่ยนชื่อจาก นายเฮียง พิมพ์ศรี มาเป็นชื่อของวัดป่าอดุลยารามนั้น ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ยังต้องรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนแล้วจึงจะดำเนินการได้ ซึ่งในส่วนนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายทายาทหรือครอบครัวของนายเฮียง เพราะขั้นตอนต่างๆ ที่พิพาทกันนั้น จบที่กระบวนการทางกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
ด้าน พระครูอดุลยสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม กล่าวว่า หลังเกิดเหตุการณ์ที่มีกลุ่มคนมาปิดทางเข้าออกวัด มีญาติโยมเป็นห่วงสุขภาพของตนและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด จึงฝากไปถึงญาติโยมว่า ไม่ต้องเป็นห่วง สุขภาพยังดี ยังไม่มีอะไรผิดปกติ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ตนเป็นพระสงฆ์ไม่คิดต่อสู้กับใคร แรกๆ ก็ห่วงเรื่องความปลอดภัย ตอนนี้ก็สบายใจแล้ว เพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตลอด 24 ชม. ขอให้ญาติโยมหายห่วง
พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยถึง ความคืบหน้า กรณีออกหมายเรียกตัวป้าดาและพวก ตามภาพที่ปรากฏหลังจากตรวจสอบยืนยันรูปพรรณและทราบตัวตนของผู้ก่อเหตุแล้ว ซึ่งประกอบด้วยป้าดา เจ้าของรถตู้และคนในรถตู้รวมสามคน และอีกหนึ่งคนเป็นบุคคลที่สามารถพิสูจน์ทราบตัวตนชัดเจนแล้ว แต่หลังจากที่มีการออกหมายเรียกไป ยังไม่มีการประสานงานจากทั้งป้าดาและพวก ว่าจะเข้ามาพบพนักงานสอบสวนในวันเวลาใด ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของผู้ถูกหมายเรียก
ทั้งนี้ หลักปฏิบัติของการออกหมายเรียก คือต้องส่งหมายเรียกไปยังที่อยู่ที่แสดงตามภูมิลำเนาที่แจ้งในบัตรประชาชน ซึ่งป้าดาและเจ้าของรถตู้ มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นนอกเขตรับผิดชอบของ สภ.เมืองขอนแก่น จึงต้องให้เวลา 15 วัน ในการจัดส่งเอกสารและส่วนบุคคลอื่นที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่จะใช้เวลา 7 วัน จึงจะดำเนินการออกหมายเรียก ครั้งที่ 2 หากผู้ถูกหมายเรียกยังไม่มาแสดงตน
ส่วนการสืบสวนพยานแวดล้อมขณะนี้ทราบว่า รถโม่ปูนและรถขายวัสดุก่อสร้างซึ่งอยู่ในจังหวัดขอนแก่นและดำเนินการแจ้งไปยังเจ้าของให้มาแสดงตัว ทั้งนี้ กรณีของการปิดบังชื่อบริษัทและปิดบังหมายเลขทะเบียนขณะก่อเหตุอาจเข้าข่ายร่วมกันกระทำความผิดฐานบุกรุก ซึ่งพนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบสวนรายละเอียดอีกครั้งก่อนแจ้งข้อกล่าวหาแก่พนักงานขับรถและส่งของของทั้งสองบริษัทต่อไป