อดีต ผอ. สำนักพุทธฯขอนแก่น ชี้ "ที่วัด" ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี มองหนังสือสัญญาคล้ายพินัยกรรม คุ้มครองเจตนารมณ์ผู้เสียชีวิต ผู้เกี่ยวข้องยิ่งต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จ
วันที่ 14 ส.ค. 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ระหว่างที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ได้พบกับอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเดินทางมาพบเจ้าอาวาสพอดี และให้สัมภาษณ์ว่า หนังสือสัญญาฉบับที่ฝ่ายทายาทนำมาอ้างมีลักษณะคล้ายพินัยกรรม เนื่องจากเจ้าของทรัพย์แสดงวัตถุประสงค์ว่าจะมอบที่ดินให้ใช้สร้างวัด เมื่อเจ้าของเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ผู้เกี่ยวข้องยิ่งต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามเจตนารมณ์ที่ระบุไว้
อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดขอนแก่น อธิบายว่า หนังสือสัญญาดังกล่าวมีลายมือชื่อนายอำเภอ และเจ้าพนักงานที่ดินลงนามเป็นพยานตามกฎหมาย แม้เจ้าของที่ดินจะเสียชีวิตไปแล้วก็ยังต้องดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของผู้เสียชีวิต เหตุผลที่ต้องจัดทำหนังสือสัญญาไว้ล่วงหน้า ก็เพื่อป้องกันปัญหาหลายกรณี เช่น เจ้าของที่ดินเสียชีวิตระหว่างที่มีการดำเนินการสร้างวัดอย่างถูกต้องแล้ว ซึ่งอาจทำให้เกิดผู้เสียหายจากกระบวนการที่ค้างอยู่ รวมถึงป้องกันกรณีญาติหรือทายาทต้องการเรียกที่ดินคืนภายหลัง จึงต้องมีหนังสือสัญญาไว้เป็นเครื่องคุ้มครอง
ทั้งนี้ ก่อนจะจัดทำหนังสือสัญญาได้ ต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอน เริ่มจากเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอตรวจสอบว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใด ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และเจ้าของได้ที่ดินมาโดยชอบธรรมหรือไม่ หากได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายจึงสามารถอุทิศที่ดินผืนนั้นเพื่อสร้างวัดได้ แต่หากที่ดินมีคดีอยู่ในศาลหรือติดจำนอง ก็ไม่สามารถนำมาดำเนินการสร้างวัดได้เช่นเดียวกัน
อดีต ผอ.พศ.ขอนแก่น ให้ความเห็นว่า เมื่อได้รับหนังสือสัญญาฉบับนี้แล้ว ถือว่าการมอบที่ดินสำเร็จ แม้เจ้าของที่ดินจะเสียชีวิตหลังจัดทำหนังสือเพียงหนึ่งวัน ก็ยังต้องดำเนินการสร้างวัดต่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้เสียชีวิต หลักการดังกล่าวเป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2507 ข้อ 2 ว่าด้วยเจ้าของกรรมสิทธิ์ หากเป็นโฉนดที่ดินจะถือเป็นกรรมสิทธิ์ แต่หากไม่ใช่โฉนด เช่น น.ส.3 จะถือเป็นสิทธิครอบครอง โดยเจ้าของต้องทำสัญญายกที่ดินให้สร้างวัด เพื่อป้องกันการบิดพลิ้วในภายหลัง และเมื่อได้รับการตั้งเป็นวัดโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว วัดจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล
กรณีที่ทายาทนำหนังสือดังกล่าวมาอ้างว่า เป็นเงื่อนไขที่นายเฮียงเขียนด้วยลายมือว่า หากสร้างวัดไม่เสร็จจะไม่ยกที่ดินให้ และถือว่าการยกที่ดินเป็นโมฆะตั้งแต่นายเฮียงเสียชีวิตนั้น อดีต ผอ.พศ.ขอนแก่นเห็นว่า ไม่สามารถนำมาอ้างในลักษณะดังกล่าวได้ เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่วัด รวมถึงญาติโยมที่ร่วมทำบุญและบริจาคเงินก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ภายในวัด ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีหนังสือสัญญายกที่ดินให้สร้างวัดไว้ก่อน เปรียบเสมือนพินัยกรรมที่ป้องกันไม่ให้มีการกลับคำหรือถูกทายาทเรียกที่ดินคืนภายหลังเจ้าของทรัพย์เสียชีวิต ซึ่งอดีต ผอ.พศ.ขอนแก่นระบุว่า เป็นเจตนารมณ์ของกฎกระทรวง หมวดที่ 1 การสร้างวัด ข้อ 2 ที่กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนและต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ
อดีต ผอ. พศ.ขอนแก่น กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายดังกล่าวถูกตราขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ทายาทกลับมาเรียกร้องกรรมสิทธิ์ภายหลังเจ้าของกรรมสิทธิ์เสียชีวิต และป้องกันไม่ให้มีการนำที่วัดกลับคืนไป ต้องการให้ความรู้จากประสบการณ์ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการและมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายคณะสงฆ์ พร้อมเรียกร้องให้ชาวพุทธออกมาร่วมปกป้องและคุ้มครองพระพุทธศาสนาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 67 แนวทางสำคัญในการปกป้องและคุ้มครองพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน คือทุกฝ่ายต้องร่วมกันดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่วัด เพราะเมื่อวัดมีโฉนด โฉนดจะเป็นหลักฐานสำคัญในการปกป้องคุ้มครองที่ดินของวัด นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งปัจจุบันใช้ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2561 มาตรา 35 กำหนดว่า “ที่วัด” ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ดังนั้น เมื่อพื้นที่มีสถานะเป็นที่วัดแล้ว แม้มีคำพิพากษาออกมาว่าวัดเป็นฝ่ายแพ้ ก็ไม่สามารถนำที่วัดไปบังคับคดีได้ วัดร่มโพธิ์ธรรมเป็นตัวอย่าง พร้อมย้ำว่า ที่วัดไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี จึงไม่สามารถนำวัดไปบังคับคดีได้ พร้อมฝากให้ชาวพุทธร่วมกันปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา.