ปม “วัดป่าอดุลยาราม” จ.ขอนแก่น ผู้จัดการมรดกมั่นใจในกรรมสิทธิ์ นำคนปิดทางเข้า-ออกวัด ด้านลูกสาว “นายเฮียง” ยันพ่อไม่ได้เป็นการยกที่ดินให้ใครคนใดคนหนึ่ง ขณะที่เจ้าอาวาสไม่กังวล สู้ตามกฎหมาย

สรุปจุดเริ่มต้น ข้อพิพาทที่ดิน วัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น

กรณีเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมหญิงอีก 1 คน ขนท่อมาตั้งที่ประตูทางเข้า-ออกวัดป่าอดุลยาราม และเทปูนลงในท่อเพื่อปิดทางเข้า-ออกวัด พร้อมติดป้ายให้รื้อสิ่งปลูกสร้างภายใน 15 วัน 

ต่อมาพระครูอดุลย์สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม อายุ 72 ปี  เปิดเผยว่า ข้อพิพาทในที่ดินของวัดจำนวน 26 ไร่ ที่นายเฮียง พิมพ์ศรี ถวายให้เพื่อตั้งวัดแห่งนี้ ซึ่งทางวัดถูกทายาทของนายเฮียง ยื่นฟ้องเพื่อขอที่ดินคืน โดยถูกฟ้องในปี 2547 แต่การฟ้องร้องผ่านมาทั้ง 3 ศาล และคดีก็ถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว

ทั้งนี้ พระครูอดุลย์สารนิเทศ ยังได้นำสำเนาโฉนดที่ดินและภาพถ่ายขณะที่นายเฮียง ถวายโฉนดเมื่อวันที่จัดผ้าป่าถวายโฉนดที่ดินให้กับทางวัดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2533 มาแสดงให้ดู รวมทั้งยังได้นำใบประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องแต่งตั้งวัดในพระพุทธศาสนา เล่มทะเบียนบ้านที่เป็นชื่อเจ้าอาวาส บ้านเลขที่ตั้งวัด และหนังสืออนุญาตการสร้างวัด ตราตั้งเจ้าอาวาสวัด และพระครูยังยืนอีกว่า ในทุกกรณีที่ถูกฟ้องหรือที่ทายาทเรียกร้องเอาที่ดินคืนนั้น ทางวัดมีเอกสารหลักฐานยืนยันได้ทั้งหมด

วัดป่าอดุลยาราม
วัดป่าอดุลยาราม


วัดขออนุญาตสร้างวัดในปี 2535 ประกาศตั้งวัดปี 2541

พระครูอดุลย์สารนิเทศ กล่าวอีกว่า ทางวัดขออนุญาตสร้างวัดในปี 2535 และปี 2541 ประกาศตั้งวัด แต่ในปี 2534 นายเฮียง เจ้าของที่ดินที่ถวายที่ดินให้วัดก็เสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้าที่จะเป็นวัดนั้นเป็นที่พักสงฆ์ ต่อมาตนได้มาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ เห็นใบโฉนดที่ดินที่เจ้าของที่ดินถวายให้หลวงพ่อเผย ซึ่งเป็นพระที่จัดตั้งที่แห่งนี้เป็นที่พักสงฆ์ และหลวงพ่อเผย จึงให้นายเคนที่เป็นคนสนิท นำใบโฉนดไปขออนุญาตจัดสร้างวัด 

แต่ในช่วงที่กำลังดำเนินการขออนุญาตจัดตั้งวัดนั้น นายเคน เสียชีวิต จากนั้นหลวงพ่อเผย จึงให้นายของ เพื่อนสนิทของหลวงพ่อเผย ดำเนินการขออนุญาตจัดสร้างวัดต่อและดำเนินการจนสร้างเสร็จในปี 2541 จากนั้นก็ได้รับการประกาศตั้งวัดในพระพุทธศาสนาจากกระทรวงศึกษาธิการ

ซึ่งตน หลวงพ่ออดุลย์ ได้รับแต่งตั้ง เป็นประธานที่พักสงฆ์ในปี 2535 และถ้าหากจะพูดถึงการครอบครองปรปักษ์ ทางวัดมีการครอบครองตั้งแต่ปี 2533 แล้ว จนกระทั่งถึงปี 2544 ทางญาติไม่เคยได้ฟ้องร้องหรือกระทำการใดๆ เลย และทางวัดได้อยู่กันมาเกิน 10 ปี 

จนกระทั่งปี 2547 ทายาทมีการฟ้องศาล โดยศาลชั้นต้นชนะ, ศาลอุทธรณ์ชนะ, ศาลฎีกาไม่รับคดี ทางผู้ร้องจึงไปฟ้องศาลแพ่ง โดยอ้างสิทธิว่าเป็นผู้จัดการมรดก อ้างถึงโฉนดเดิมซึ่งโฉนดใบนั้นผู้เป็นพ่อได้ถวายวัดแล้ว และได้ไปเซ็นยินยอมให้สร้างวัดต่อหน้านายอำเภอ ที่ดินอำเภอเมืองขอนแก่น มิเช่นนั้นจะไม่สามารถดำเนินการสร้างวัดได้ ซึ่งอีกฝ่ายอ้างเพียงว่า เป็นผู้จัดการมรดก ไปดำเนินการเองและมีการฟ้องศาลแพ่ง โดยครั้งแรกมีการนำไปฟ้องศาลปกครอง ก่อนศาลปกครองโอนมาศาลแพ่ง ศาลแพ่งฟ้องที่ดินจังหวัดขอนแก่นเป็นจำเลย เทศบาลนครขอนแก่นเป็นจำเลยที่หนึ่ง, วัดป่าอดุลยารามเป็นจำเลยที่สอง

พระครูอดุลย์สารนิเทศ
พระครูอดุลย์สารนิเทศ


วัดป่าอดุลยาราม เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย

นางณัฏฐนันท์ เลี้ยวสกุลนำชัย นักวิชาการศาสนาชำนาญการพิเศษ สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ตามทะเบียนของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ วัดป่าอดุลยาราม เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ในตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เป็นวัดที่ได้รับอนุญาตการจัดตั้งให้ถูกต้องตามพระพุทธศาสนา โดยมีทะเบียน มีรหัสวัดเรียบร้อย ได้รับการรองรับของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และได้รับการอนุญาตตั้งวัดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 ขณะนั้นกระทรวงศึกษาธิการโดยกรมการศาสนา มีหน้าที่ดูแลในการจัดตั้งวัด ทำให้วัดป่าอดุลยารามยืนยันเป็นวัดที่จัดตั้งขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย และมีสภาพเป็นนิติบุคคล

จดทะเบียนวัดป่าอดุลยาราม ถูกต้องตามกฎหมาย 

ขณะที่ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันเกษียณราชการแล้ว ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน เกี่ยวกับการตั้งวัดตามระเบียบว่า กรณีของการตั้งวัดป่าอดุลยาราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น มีการใช้กฎกระทรวงฉบับที่ 1/2547 ซึ่งเป็นกฎหมายขั้นพื้นฐาน ในการนำไปสู่จดทะเบียนวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเริ่มต้นนำที่ดินของวัดไปให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบ ว่าที่ดินที่จะนำไปสร้างวัดนั้น ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก่อนส่งเรื่องไปให้นายอำเภอ เพื่อให้นายอำเภอตรวจสอบไปยังเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอว่า ที่ดินแปลงนี้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อถูกต้องตามกฎหมายแล้ว วัดจะต้องทำแผนผังประกอบด้วยเสนาสนะ เช่น กุฏิ ศาลา ว่าอยู่พิกัดไหนบ้างแต่ต้องอยู่ในที่ดินที่ขออนุญาตสร้าง ถ้าไม่ตรงจะยุติทันที 

เมื่อทำกระบวนการเหล่านี้ถูกต้องผ่านหมดแล้ว จะรายงานไปยังเจ้าคณะอำเภอ ทางเจ้าคณะอำเภอก็จะทำการตรวจสอบ ขณะเดียวกันทางด้านนายอำเภอก็จะนำเรื่องนี้รายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ และลงมาตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบความเรียบร้อยเสร็จสิ้นก็จะรายงานไปทางเจ้าคณะจังหวัด ก่อนจะส่งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนา ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า กรมการศาสนา ก็จะมีการตรวจสอบย้อนกลับไปอีกครั้งว่าที่ดินถูกต้องหรือไม่ หรือแผนผังสร้างตรงหรือไม่ เสนาสนะที่ระบุพิกัดไว้ถูกต้องหรือไม่ เมื่อถูกต้องก็จะออกใบอนุญาตสร้างวัดให้ 

เมื่อได้ใบอนุญาตสร้างวัดแล้ว ก็จะมีการสร้างเสนาสนะ ที่ระบุขึ้นในพิกัดที่ดินที่ทำแผนผัง เมื่อก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะแจ้งรายงานทางเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด และไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ก่อนที่จะส่งเรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง

และคำว่าการอนุญาตให้ตั้งวัด ก็คือแต่งตั้งเจ้าอาวาสให้มาอยู่ในเสนาสนะที่วัดสร้าง ก็จะกลายเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2541 เมื่อวัดเป็นนิติบุคคลแล้ว ทางวัดก็จะมีการดำเนินการ แต่งตั้งเจ้าอาวาส ตามที่ได้รับอนุญาต เมื่อแต่งตั้งเจ้าอาวาสเสร็จสิ้น เจ้าอาวาสก็จะไปขอทะเบียนบ้านวัด และนำชื่อของตัวเองเข้าในทะเบียนบ้านวัด ซึ่งทะเบียนบ้านเป็นบ้านเลขที่ 350 ม.16 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยใช้ชื่อว่าวัดป่าอดุลยาราม และถ่ายภาพบัตรประชาชนใหม่ ให้ข้อมูลตรงกับทะเบียนบ้านวัด ส่วนตัวในฐานะผู้เคยทำงานในส่วนนี้ยืนยันว่าวัดป่าอดุลยาราม มีการตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2541

ข้อพิพาทที่ดินวัด
ข้อพิพาทที่ดินวัด


คำพิพากษาของศาล กรณีที่ดินพิพาท

คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2533 นายเฮียง ทำหนังสือสัญญายกที่ดินให้สร้างวัด การที่นายเฮียง ทำหนังสือยกที่ดินให้สร้างวัด ถือว่านายเฮียงมีเจตนาอุทิศที่ดินที่มีข้อพิพาทเพื่อใช้เป็นที่สร้างวัด ที่พิพาทย่อมตกเป็นของแผ่นดิน สำหรับสร้างวัด ของวัดป่าอดุลยาราม ตามเจตนาของผู้อุทิศทันที โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ หรือจดแจ้งทะเบียนการให้ต่อเจ้าพนักงาน หลังจากอุทิศไปแล้ว ทั้งนายเฮียง และภรรยา รวมทั้งทายาท ย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป ถึงแม้ขณะที่ยกให้จะยังไม่มีวัดป่าอดุลยารามเกิดขึ้น เพราะยังไม่ได้ลงมือสร้าง หรือกำลังสร้าง แต่ยังไม่เสร็จ ที่ดินดังกล่าวจะยังเป็นของแผ่นดินเพื่อสร้างวัดป่าอดุลยารามเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง จนกว่าวัดป่าอดุลยาราม จะมีการสร้างเสร็จ และมีการตั้งเป็นวัด ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดป่าอดุลยารามโดยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 วัดป่าอดุลยาราม ได้ประกาศตั้งเป็นวัด ดังนั้น ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดป่าอดุลยารามโดยสมบูรณ์ตั้งแต่วันนั้น ผู้จัดการมรดกจึงไม่มีสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน 

นอกจากนี้ ในคำพิพากษาของศาลแพ่ง เมื่อปี 2566 ยังระบุว่า โจทย์ในฐานะส่วนตัว และผู้จัดการมรดกของนายเฮียง จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ ในที่ดินแปลงดังกล่าว และเมื่อฟังได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของวัดป่าอดุลยาราม ย่อมไม่จำเป็นต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์กันอีก เนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นของวัดป่าอดุลยารามอยู่แล้ว


“ป้าดา” เปิดหลักฐาน อ้างปู่เขียนเงื่อนไข ต้องสร้างวัดเสร็จถึงให้ที่

วานนี้ (12 ส.ค.) ป้าดา ซึ่งเป็นทายาท (หลาน) ของนายเฮียง เจ้าของที่ดิน ได้เดินทางมาพร้อมคณะ กางหลักฐาน ยืนยันว่า นิติกรรมถือว่ายุติตั้งแต่ตาเฮียงตายไปแล้ว กรรมสิทธิ์เป็นของทายาทตั้งแต่ปี 2534 เพราะตาเฮียงเขียนด้วยลายมือว่า จะยกที่ดินให้ต่อเมื่อสร้างวัดเสร็จ แต่เมื่อยกที่ให้ในปี 2533 แล้ว เวลาต่อมาปี 2534 นายเฮียง เสียชีวิต วัดยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งมีหลักฐานว่า มีการประกาศตั้งวัด เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 

นอกจากนี้ ป้าดา ยังอ้างตามสิทธิ์ว่า เป็นทายาทโดยชอบธรรม ในเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน ซึ่งได้มีการอัปเดตข้อมูลที่สำนักงานที่ดิน เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 โดยยังเป็นชื่อของคุณตาเฮียงอยู่ และว่ามีเงื่อนไขที่ตาเฮียง ระบุด้วยลายมือตัวเองเอาไว้ในหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัดว่า หากสร้างวัดไม่เสร็จ ก็จะไม่ยกที่ดินให้ ถือว่านิติกรรมที่ทำเป็นโมฆะ โดยมีการลงนามของเจ้าหน้าที่ประกอบด้วย นายอำเภอเมือง และเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเมืองขอนแก่น พร้อมกับพยานสองคน ซึ่งต่อมานายเฮียงเสียชีวิตปี พ.ศ.2534 

โดยผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบในเอกสารดังกล่าวระบุเอาไว้ว่า หนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัดเขียนที่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 14 อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2533 โดยมีเนื้อหาว่า “ข้าพเจ้านายเฮียง พิมพ์ศรี อายุ 80 ปี ตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านเลขที่สี่ห้า หมู่ที่หนึ่งสี่ ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ขอทำหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัดไว้ต่อนายอำเภอขอนแก่นและพนักงานที่ดินอำเภอเมืองขอนแก่น มีข้อความดังต่อไปนี้ 

ข้าพเจ้าขอสัญญาว่าจะยกที่ดินซึ่งหมู่ที่ 14 บ้านหนองแวง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 21 ไร่สามงาน 461 ตารางวา ซึ่งที่ดินแปลงนี้ข้าพเจ้ามีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองในที่ดินคือโฉนดเลขที่ 61945 เล่มที่ 620 หน้าสี่ห้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ที่แนบมานี้ และได้มีการระบุแนวเขตเอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างวัด โดยมีนายเคนเป็นผู้ขออนุญาตจากทางราชการให้สร้างและตั้งเป็นวัดแล้ว ข้าพเจ้าจะจัดการโอนที่ดินให้แก่วัดภายในเวลาที่นายอำเภอกำหนด” ซึ่งข้อความที่ระบุว่า ข้าพเจ้าจะจัดการโอนที่ดินให้แก่วัดนั้น มีการขีดเส้นใต้เพื่อเน้นคำเอาไว้

หากข้าพเจ้าไม่โอนที่ดินให้แก่วัดตามสัญญานี้ ยอมให้นายอำเภอขอนแก่นและเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเมืองขอนแก่นบังคับฟ้องร้องข้าพเจ้าต่อไป พร้อมกับลงลายมือชื่อ

วัดป่าอดุลยาราม
วัดป่าอดุลยาราม


สู้มา 20 ปี ไม่เกี่ยวกับราคาที่ดิน

กรณีที่นำท่อปูนมาปิดทางเข้า-ออกวัด ป้าดา ยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนารังแกพระหรือทำลายวัด แต่เป็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่สู้มายาวนานกว่า 20 ปี ในฐานะทายาทโดยชอบธรรม และว่าขณะนี้ได้ขอออกโฉนดใหม่โดยอยู่ระหว่างรอทำการครบ 30 วันในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นี้ และหากได้โฉนดมาอย่างถูกต้อง ก็จะเข้ารื้อทันที หากวัดไม่ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออก ภายใน 15 วัน 

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า อยากได้ที่ดินคืน เพราะที่ดินมีมูลค่าสูงขึ้นหรือไม่ ป้าดา ยืนยันว่า ตนสู้มากว่า 20 ปีแล้ว ราคาที่ดินจึงไม่มีส่วนทำให้เกิดการฟ้องร้อง ยืนยันว่าการฟ้องร้องเป็นเรื่องของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ผู้มีสิทธิ์จะมีชื่อสลักอยู่ในโฉนด เมื่อผู้ถือสิทธิ์ครอบครองเสียชีวิตก็ย่อมตกสู่ทายาทเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ส่วนจะนำที่ดินไปทำอะไรต่อนั้น เป็นสิทธิ์ของครอบครัว

ลูกนายเฮียง ยันสู้จนไม่มีเงินสู้ต่อ ให้ “ป้าดา” จัดการ เพราะมีความรู้

นางบัวเรียน พิมพ์ศรี ลูกสาวคนที่ 3 ของนายเฮียง กับนางนาง เผยว่า พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้านและขายที่ดิน ที่ดินตรงที่เป็นข้อพิพาทนั้น เนื้อที่ทั้งหมด 42 ไร่ แบ่งให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น 10 ไร่ ในส่วนที่ดินวัดนั้น 21 ไร่เศษ พื้นที่หัวไร่ปลายนา อีก 5-6 ไร่ ซึ่งบริเวณนี้เป็นป่าหมดมีแม่ชีมาสร้างกุฏิ ตรงบริเวณพื้นที่ 5 ไร่ ก็มีพระมาทำเตาฟืน พ่อจึงสงสารซื้อกุฏิมาตั้งหนึ่งหลัง ก่อนจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธามาเรื่อยๆ จนมีเจตนารมณ์จะสร้างวัดในพื้นที่ตรงนี้ แต่ไม่ได้เป็นการยกที่ดินให้ใครคนใดคนหนึ่ง จนกระทั่งพ่อสามารถดำเนินการเปลี่ยนเอกสารครอบครองสิทธิ์ ส.ค.1 เป็นโฉนดได้ และในวันที่ร่วมทอดถวายผ้าป่านั้น พ่อก็ได้นำเงินผ้าป่าไปถวาย

อดีตเจ้าอาวาสซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าเจ้าสำนัก พร้อมกับนำโฉนดที่ดินไปโชว์ เพื่อให้ชาวบ้านได้รู้ว่าพ่อเฮียงมีเจตนารมณ์จะสร้างวัด โดยใช้ที่ดินผืนในโฉนดที่นำมาโชว์นี้ แต่ไม่ได้ให้ แต่ปรากฏว่าทางวัดได้นำไปติดฝาผนังเอาไว้เพื่อเหมือนกับประกาศให้ชาวบ้านได้รู้ว่า ที่แห่งนี้จะมีการสร้างวัดขึ้น จนกระทั่งมีขบวนการที่อยากได้ที่ดินผืนนี้เข้ามาอยู่เบื้องหลัง พยายามจะฮุบเอาที่ให้หมด จนกลายเป็นข้อพิพาทกันถึงปัจจุบันนี้

“ตนเองในฐานะรุ่นลูกยอมแพ้ไปแล้วเพราะไม่มีเงินมีทองสู้ต่อ เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาจนๆ และต่อมา น้องดา ซึ่งเป็นหลานสาวตนเอง เป็นหลานทางแม่นาง แม่ของตนเอง ซึ่งเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ มีความรู้ในเรื่องนี้อาสาเข้ามาดำเนินการต่อ ซึ่งตนเองไม่มีกำลังจะสู้ต่อแล้ว ยอมแพ้แล้วจึงมอบทั้งหมดให้น้องดาเป็นผู้ดำเนินการเพียงผู้เดียว เพราะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี ญาติพี่น้องทุกคนจึงไว้ใจให้น้องดาซึ่งเป็นหลานดำเนินการต่อเป็นรุ่นต่อไป”


ออกหมายเรียก “ป้าดา” หลังมีการปิดทางเข้า-ออกวัด

พันตำรวจเอก ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผู้กำกับการ สภ.เมืองขอนแก่น เผยว่า ตอนนี้ออกหมายเรียกป้าดา เจ้าของรถตู้สามคัน ส่วนรถปูนนั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบทะเบียนรถ โดยเบื้องต้นรถตู้นั้นอยู่ กทม. ส่วนรถปูนเชื่อว่าน่าจะอยู่ขอนแก่น ในส่วนข้อหาจะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน และทำการสอบปากคำฝ่ายวัดเพิ่มเติมอย่างละเอียด ก่อนเรียกคู่กรณีมาสอบปากคำและแจ้งข้อหาโดยพิจารณาจากพยานหลักฐานและคำให้การประกอบ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการยังไม่แจ้งข้อกล่าวหากับใครในกรณีนี้

เจ้าอาวาสฯ ยันไม่เครียด ต่อสู้ในชั้นศาล ที่ดินยังเป็นของวัด

พระครูอดุลย์สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม หลังจากเดินทางกลับมาจากกรุงเทพมหานคร เมื่อคืนที่ผ่านมา ยังคงพักผ่อนอยู่ภายในกุฏิเจ้าอาวาส พร้อมกับกล่าวว่า ชีวิตของหลวงพ่อเป็นพระที่อยู่แบบสมถะ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร หลวงพ่อเป็นพระ จะให้ไปฟ้องร้องฆราวาส มันดูไม่เหมาะสม หลวงพ่อเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดแห่งนี้มาแล้ว 36 ปี ก็ไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องวิตกกังวล ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระที่ต้องแบกรับ แต่พอร่างกายแก่ชราลง ก็มีความท้อแท้อยู่บ้าง

ส่วนเรื่องข้อพิพาทที่เกิดขึ้น มีญาติโยมหลายคนถวายกำลังใจให้หลวงพ่อ ขอให้ญาติโยม ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องเครียด เพราะเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้ผ่านกระบวนการทางกฎหมายแล้ว ที่ผ่านมาการต่อสู้ในชั้นศาล ที่ดินก็ยังเป็นของวัด


ผู้ว่าฯ พร้อมเป็นตัวกลาง ในการหาสรุปที่ดินพิพาท

นายขจรเกียรติ รักพานิชมณีโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ตอนนี้ทราบเบื้องต้นว่า ทนายความของวัดได้ยื่นเรื่องไว้ แต่ยังไม่เสร็จกระบวนการ เพราะเมื่อมีผู้ยื่นขอเปลี่ยนแปลงเอกสารในที่ดินแล้ว ก็ต้องมีการประกาศว่ามีใครจะคัดค้าน หรือไม่คัดค้านยังไง แต่ถ้ามีใครมาคัดค้าน เจ้าหน้าที่ที่ดินต้องพิจารณาว่าผู้คัดค้านมีสิทธิอย่างไร ถ้ามีสิทธิ ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ แต่ถ้าไม่มีใครมาคัดค้านก็จะว่าไปตามกระบวนการ 

แต่เรื่องนี้มีเรื่องกันมาตั้งแต่ 2533 มีผู้มีจิตกุศลได้บริจาคที่ให้วัด แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเรียบร้อยและมีการฟ้องร้องกัน ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ เรียบร้อยแล้วเหลือแค่ศาลฎีกา ฝากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางวัดหรือทายาท ให้รอทางศาลฎีกาพิจารณาจบก่อนดีกว่า เพราะถ้ามาพิจารณากันเอง ใช้ความเห็นส่วนตัวดำเนินการอาจจะผิดกฎหมาย 

ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวอีกว่า ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน เพราะจากข่าวที่ออกไปมีการปิดกั้นทางเข้า-ออก เกิดความเสียหายเอาป้ายไปติดประกาศข้อเท็จจริงอาจจะใช่หรือไม่ใช่ ก็ยังไม่รู้ การโต้แย้งสิทธิต่างๆ ก็ยังไม่ยุติ ทางจังหวัดได้ส่งกำลังตำรวจไปดูแลความเรียบร้อยไม่มีปัญหา และได้ส่งกำลัง อส. ไปให้กำลังใจพูดคุยกับชาวบ้านไม่อยากให้ปะทะในเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นปัญหา ในทางกฎหมายจบไปแล้วโดยสมบูรณ์ แต่ยังขาดขั้นตอนในการไปจดทะเบียน 

ยกตัวอย่างพ่อแม่ทำพินัยกรรมไว้ เวลาท่านได้จากไปแล้วทำไมถึงยังบังคับใช้ เทียบเคียงให้ฟังในกรณีนี้ ตามข้อกฎหมาย แต่ยังไงก็ต้องพิสูจน์กัน และขอให้ฟังศาล ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบอย่าไปคิดเอาเอง ถ้ายังไม่สบายใจ นัดวัดกับป้ามาพบผู้ว่าราชการได้.