ทสจ.น่าน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญธรณีวิทยา ลงพื้นที่ตรวจสอบแผ่นดินทรุด รอยแยกใกล้โรงเรียนบ้านดอยติ้ว จ.น่าน พบการขยายตัวต่อเนื่องจาก 2 เมตรเป็น 100 เมตร เร่งประเมินความเสี่ยง หาทางป้องกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน (ทสจ.น่าน) ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีเกิดแผ่นดินทรุดตัว แผ่นดินถล่ม และรอยแตก–รอยแยกของดินภายในบริเวณโรงเรียนบ้านดอยติ้ว หมู่ 7 ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา หลังได้รับการประสานขอความอนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบสภาพพื้นที่และประเมินผลกระทบต่ออาคารและสิ่งปลูกสร้างภายในโรงเรียน 

สืบเนื่องจากโรงเรียนบ้านดอยติ้วได้ประสานมายังสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน เพื่อขอรับการสนับสนุนบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาในการตรวจสอบบริเวณที่เกิดการทรุดตัวและการเคลื่อนตัวของมวลดิน ซึ่งส่งผลให้อาคารอเนกประสงค์และผนังคอนกรีตกันดินสไลด์ได้รับความเสียหาย รวมทั้งพบรอยแตกและรอยแยกในบริเวณโดยรอบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา พบแผ่นดินถล่มและการเคลื่อนตัวของมวลดินหลายจุดภายในโรงเรียน โดยบริเวณที่ตรวจสอบอยู่ที่พิกัด UTM 47Q 0675751E 2113062N มีระดับความสูงประมาณ 1,116 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง จากข้อมูลการสอบถามผู้ที่อยู่ในพื้นที่ พบว่าบริเวณดังกล่าวเริ่มเกิดแผ่นดินถล่มตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม 2568 และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากเดิมมีขนาดประมาณ 2 เมตร ปัจจุบันขยายตัวเป็นแนวยาวประมาณ 100 เมตร และยังพบการถล่มหรือการเคลื่อนตัวของดินอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูฝน

นอกจากนี้ ยังตรวจพบรอยแตกและรอยแยกของพื้นดินเพิ่มขึ้นหลายบริเวณ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักหรือมีน้ำสะสมในชั้นดิน ซึ่งอาจส่งผลให้มวลดินเกิดการเคลื่อนตัวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังพบความเสียหายและรอยร้าวบริเวณอาคารและสิ่งปลูกสร้าง จากการสำรวจภายในพื้นที่โรงเรียน พบทั้งรอยแตก รอยร้าว และความเสียหายบริเวณอาคารเรียนและสิ่งปลูกสร้างหลายแห่ง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนตัวของมวลดินในพื้นที่ จึงจำเป็นต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของรอยร้าวและสภาพโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินระดับความปลอดภัยและความเหมาะสมในการใช้งานอาคาร

และจากการตรวจสอบสภาพธรณีวิทยา พบว่าพื้นที่เกิดเหตุรองรับด้วยชั้นหินทรายแป้งและหินดินดานสีน้ำตาลแดง ซึ่งมีอัตราการผุพังค่อนข้างสูง เมื่อประกอบกับสภาพพื้นที่และปัจจัยด้านน้ำในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้เกิดชั้นตะกอนดินเหนียวหนาปกคลุมอยู่ด้านบน ลักษณะดังกล่าวอาจทำให้พื้นที่มีความอ่อนไหวต่อการอิ่มตัวของน้ำและการเคลื่อนตัวของมวลดิน โดยเฉพาะเมื่อเกิดฝนตกสะสมต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อมูลแผนที่พื้นที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มของกรมทรัพยากรธรณี พบว่าบริเวณที่เกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มตั้งแต่ระดับปานกลางถึงสูงมาก สอดคล้องกับลักษณะทางธรณีวิทยาและสภาพการเคลื่อนตัวของดินที่ตรวจพบในปัจจุบัน จึงควรให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

ทั้งนี้ จากผลการลงพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันติดตามสถานการณ์และตรวจสอบพื้นที่เพิ่มเติมในวันที่ 13 กันยายน 2569 เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของรอยแยก การเคลื่อนตัวของมวลดิน และผลกระทบต่ออาคารและพื้นที่โดยรอบ พร้อมพิจารณามาตรการเฝ้าระวังและแนวทางป้องกันที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ครู นักเรียน บุคลากร และประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ