“มาริโอ้ เมาเร่อ” ควงทนายความ เข้าให้ปากคำตำรวจไซเบอร์ หลังมีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถเบนซ์คลาสสิก G-300 ราคากว่า 1.5 ล้านบาท พระเอกหนุ่มปฏิเสธลั่นไม่ได้จงใจซื้อรถเถื่อน แต่ตนและรุ่นพี่ตกเป็นเหยื่อแก๊งเจาะข้อมูลกรมการขนส่งทางบก สวมซากสวมทะเบียนรถเก่าออกขายให้นักสะสม ยันได้เงินค่ามัดจำรถ 5 แสนบาทคืนครบแล้ว แค่ยังไม่ได้ไปเปลี่ยนชื่อในสมุดคู่มือจดทะเบียนเท่านั้น

ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 9 ส.ค. “มาริโอ้ เมาเร่อ” หรือนายณัฐวุฒิ สุวรรณรัตน์ อายุ 34 ปี พระเอกหนุ่มชื่อดัง เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.สอท.2 เพื่อให้ปากคำในคดีมีกลุ่มขบวนการคนร้ายแอบใช้รหัสยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดของเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกเจาะเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลรถยนต์ให้ตรงกับข้อมูลใหม่ที่ต้องการ จากนั้นจะไปแจ้งเล่มทะเบียนหายเพื่อยื่นเรื่องขอทำสมุดคู่มือทะเบียนเล่มใหม่ ก่อนนำไปจำนำหรือขายให้กับผู้ที่ชื่นชอบและนักสะสมรถเก่า โดยเฉพาะบางรุ่นเป็นรถที่หายากในเมืองไทย เป็นที่ต้องการของกลุ่มนักสะสม สร้างความเสียหายให้ภาครัฐกว่า 77 ล้านบาท ตำรวจไซเบอร์เปิดปฏิบัติการจับกุมผู้ร่วมขบวนการไปแล้วก่อนหน้านี้ 2 คน คือนายเสถียร เรืองสมุทร อายุ 38 ปี และนายศริสร สุทธิเจต อายุ 44 ปี 2 ตัวการสำคัญใหญ่ในคดี

ขณะที่มาริโอ้เข้าไปเกี่ยวข้องกรณีปรากฏชื่อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ สีขาว รุ่น G-300 เนื่องจากมีความชื่นชอบสะสมรถเก่าแนวคลาสสิก ได้ซื้อสมุดรายการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวที่คนร้ายแก๊งนี้แอบลักลอบสวมทะเบียนให้เป็นรถถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนนำออกมาขาย กระทั่งมาริโอ้ได้เป็นผู้ครอบครองรถ การเข้าให้ปากคำของพระเอกหนุ่มชื่อดังครั้งนี้ มี พล.ต.ท.วรวัฒน์วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สพฐ. ปฏิบัติราชการ บช.สอท. พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.สุวัฒชัย ศรีทองสุข ผกก.วิเคราะห์ ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.2 ร่วมสอบปากคำอย่างละเอียดว่าพระเอกหนุ่มเข้ามาเกี่ยวข้องในส่วนไหนหรือไม่กับกลุ่มขบวนการนี้ ใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมง

...

เมื่อเดินทางมาถึง มาริโอ้และทนายความส่วนตัวได้ขึ้นลิฟต์จากชั้นใต้ดินของอาคารที่ทำการ บช.สอท.ไปยังห้องสอบปากคำชั้น 3 ทันทีเพื่อหลบเลี่ยงกองทัพสื่อมวลชนที่มารอรายงานข่าว มาริโอ้ได้นำเอกสารการซื้อ-ขายรถ และหลักฐานบางส่วนมามอบให้เจ้าหน้าที่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังสอบปากคำเสร็จสิ้นพระเอกหนุ่มพร้อมทนายความเดินออกจากห้องสอบปากคำ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ระหว่างทางได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวสั้นๆว่า “ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตน ได้ให้ข้อมูลและหลักฐานกับพนักงานสอบสวนไปหมดแล้ว ในรายละเอียดไม่สามารถบอกได้เนื่องจากอยู่ในสำนวนคดี” จากนั้นมาริโอ้ได้เดินทางกลับทันที

พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท.เผยว่า วันนี้ได้สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องกับการซื้อขายรถเบนซ์ G-300 ทั้งหมด 3 ราย มีมาริโอ้ นายก้อง และพี่ชายนายก้อง สำหรับนายก้องเป็นรุ่นพี่ที่ขายรถให้กับมาริโอ้ ทั้งหมดถูกแยกสอบปากคำคนละห้อง ความสัมพันธ์นักแสดงหนุ่มได้ระบุว่า ก่อนหน้าเคยซื้อเฟอร์นิเจอร์สไตล์วินเทจจากนายก้องจนมีความสนิทสนมและไว้ใจกัน รู้จักกันมา 2 ปี แต่ไม่เคยซื้อขายรถกันมาก่อน ต่อมานายก้องเสนอขายรถเบนซ์ G-300 ให้มาริโอ้ในราคา 1,500,000 บาท เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา นักแสดงหนุ่มอ้างว่ายังไม่ได้เห็นรถตัวจริง แต่ได้ทำสัญญาวางมัดจำเงินไว้ 500,000 บาทก่อน มีกำหนดภายใน 60วันจะต้องส่งมอบรถ ระหว่างนั้นได้โอนชื่อในเล่มรถ แต่เมื่อถึงกำหนดยังไม่ได้รถ นายก้องได้คืนเงินมัดจำให้กับมาริโอ้ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองรถกลับคืน

พล.ต.ต.อำนาจกล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นเชื่อว่ามาริโอ้น่าจะไม่ได้จงใจซื้อรถสวมทะเบียน แต่พนักงานสอบสวนต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า มาริโอ้ไม่มีเจตนาหรือจงใจที่จะซื้อรถเถื่อน แต่หากภายหลังพบว่ามีเจตนาถือว่ามีความผิด จากการที่พบว่าเล่มทะเบียนรถคันดังกล่าวมีชื่อของมาริโอ้เป็นผู้ครอบครองคนสุดท้าย กรมการขนส่งทางบกยังไม่อนุญาตให้เปลี่ยนแปลงโอนทะเบียน เพราะต้องตรวจสอบย้อนหลังที่มาที่ไปว่ามีใครเคยเป็น
ผู้ครอบครองบ้าง

“ระหว่างการให้ปากคำมาริโอ้ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจและให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนอย่างละเอียด มีบางช่วงเวลาที่มีความกังวล เนื่องจากเจ้าตัวไม่ได้มีเจตนาซื้อรถผิดกฎหมาย และคิดว่าตัวเองและรุ่นพี่โดนหลอกเช่นกัน เบื้องต้นทราบเพียงว่าเป็นการปลอมแปลงข้อมูลรถมาจากต้นขั้ว ทำให้ไม่ทราบรายละเอียดมากนัก เมื่อไม่ได้รถตามกำหนด รุ่นพี่ได้คืนเงินให้เรียบร้อยแล้ว มาริโอ้บอกว่าเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ปกติก่อนซื้อรถทุกครั้งจะตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้มีปัญหา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 เดือนก่อน ซื้อรถราคาล้านกว่าบาท เห็นว่ามีเอกสารถูกต้อง ไม่คิดว่ารถจะมีปัญหาอะไร ทำให้หลังจากนี้จะต้องระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าเดิม” รอง ผบช.สอท.กล่าว

พล.ต.ต.อำนาจกล่าวต่อว่า ในส่วนการขยายผล พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ครอบครองรถต้องสงสัยทั้ง 65 ราย มาให้ข้อมูล เบื้องต้นได้ทยอยเดินทางมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน เหลือเพียง 2-3 ราย ที่ยังอยู่ระหว่างประสานงาน เนื่องจากอยู่ต่างประเทศ ขณะเดียวกันชุดทำงานยังต้องรอผลสอบสวนวินัยของคณะกรรมการสอบสวนที่อธิบดีกรมขนส่งทางบกตั้งขึ้น รวมทั้งผลตรวจรถยนต์ของกลางจากเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อนำมาประกอบสำนวน คดีนี้ตรวจสอบพบแล้วว่า ขบวนการดังกล่าวได้เจาะข้อมูลสวมทะเบียนรถไปจำนวน 65 คัน ในจำนวนดังกล่าวจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือรถที่มีตัวตนจริงพร้อมทะเบียนแท้ และอีกกลุ่มคือ มีแต่ทะเบียนรถ แต่ไม่มีตัวรถ ขณะนี้ตำรวจยึดรถมาได้แล้ว 16 คัน