"พชร" ชี้ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงปัญหาหนี้ของไทยทั้งเรื่องดอกเบี้ยและการส่งออก แนะต้องมีแผนการลดการขาดดุลงบประมาณที่ชัดเจน เพื่อรับมือความผันผวนของผลกระทบจากภายนอก แนะ 4 แนวทางเร่งดำเนินการ

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงผลกระทบจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาที่กำลังจะทราบผล ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าพรรคเดโมแครตจะคว้าชัยชนะครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา โดยชี้ว่าเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งวางเส้นทางลดการขาดดุลงบประมาณให้ชัดเจน เนื่องจากผลลัพธ์ดังกล่าวจะส่งแรงสั่นสะเทือนต่อต้นทุนการกู้เงินและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยโดยตรง ซึ่งเป็น 2 ตัวแปรหลักที่จะชี้ชะตาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP)

นายพชร ระบุว่า หลายคนอาจมองการเมืองสหรัฐฯ เป็นเรื่องไกลตัว แต่ในแง่ของหนี้สาธารณะถือว่าเกี่ยวพันโดยตรง เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คือฐานของต้นทุนทางการเงินทั่วโลก และมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ก็กระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยตรง หากเดโมแครตคุมสองสภา เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัวลงแต่วินัยการคลังจะดีขึ้นช่วยให้บอนด์ยีลด์ทรงตัว อย่างไรก็ดี อำนาจนโยบายต่างประเทศและกำแพงภาษียังคงอยู่ในมือประธานาธิบดี ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ได้ลดลง

เมื่อหันกลับมามองสถานการณ์ในประเทศ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ประเมินว่า หนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ที่ราว 68% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569 และจะขยับขึ้นเกิน 69% ในปีถัดไป ก่อนจะแตะจุดสูงสุดในปีงบประมาณ 2571 ซึ่งเฉียดเพดานหนี้ตามกฎหมายที่ 70% ขณะที่งบประมาณปี 2570 ขาดดุลสูงถึง 3.9% ของ GDP ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ไม่ถึง 2.5% ต่อปี

นายพชร ชี้ว่า แม้โครงสร้างหนี้ไทยจะค่อนข้างแข็งแกร่ง และ สบน. เริ่มปรับตัวด้วยการหันไปกู้ระยะสั้น เช่น ตั๋วเงินคลัง เพื่อชะลอการออกพันธบัตรระยะยาวที่ดอกเบี้ยกำลังพุ่งสูง แต่ในภาวะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโตเร็วกว่าดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย ทำให้ไม่มีแรงดึงสัดส่วนหนี้ให้ลดลง การกู้ระยะสั้นจึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นที่ต้องแบกความเสี่ยงจากการต่ออายุหนี้ (Roll-over) บ่อยครั้ง หากดอกเบี้ยโลกยังคงตัวในระดับสูงและภาคส่งออกถูกกระทบ ต้นทุนทางการเงินจะค่อยๆ ซึมลึกและทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นง่ายกว่าที่คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและเรียกความเชื่อมั่นจากตลาดการเงิน นายพชร ได้เสนอ 4 แนวทางเร่งด่วนให้รัฐบาลพิจารณา ได้แก่

1. ประกาศเส้นทางลดการขาดดุลงบประมาณเป็นรายปี: กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและมีกลไกทบทวนตามความผันผวนภายนอก เพื่อให้ตลาดมั่นใจว่ามีแผนรองรับจุดพีคของหนี้ในปีงบประมาณ 2571

2. คุมสัดส่วนการกู้ระยะสั้นไม่ให้สูงเกินไป: วางแผนทยอยกลับมาออกพันธบัตรระยะยาวเมื่อสภาวะตลาดเริ่มนิ่ง ป้องกันไม่ให้ภาระการต่ออายุหนี้กระจุกตัวในยามตลาดเงินผันผวน

3. มุ่งเน้นเพิ่มรายได้และลงทุนในโครงการผลตอบแทนสูง: นำเงินกู้ไปใช้กับโครงการที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงและวัดผลได้ เร่งขยายฐานภาษี กวาดล้างธุรกิจสีเทาและนอมินี รวมถึงวางแผนหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อชดเชยการสูญเสียรายได้ภาษีจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า (EV)

4. กระจายตลาดส่งออกและขั้วความสัมพันธ์ทางการค้า: ใช้จุดแข็งของไทยในฐานะมหาอำนาจขนาดกลางสร้างความสัมพันธ์กับหลายขั้วอำนาจ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพิงนโยบายการค้าจากประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

นายพชร กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า แม้ไทยจะไม่สามารถเลือกผลการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ได้ แต่สามารถเลือกที่จะเตรียมแผนรับมือล่วงหน้าได้ หากรัฐบาลมีพิมพ์เขียวการลดขาดดุลงบประมาณที่ชัดเจนและทำได้จริง แรงกระเพื่อมจากปัจจัยภายนอกจะกลายเป็นเรื่องที่ไทยบริหารจัดการได้ โดยไม่ทำให้ทิศทางหนี้สาธารณะของประเทศหลุดกรอบการควบคุม.พชร ชี้ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงปัญหาหนี้ของไทยทั้งเรื่องดอกเบี้ยและการส่งออก ชี้ ต้องมีแผนการลดการขาดดุลงบประมาณที่ชัดเจน เพื่อรับมือความผันผวนของผลกระทบจากภายนอก แนะ 4 แนวทางเร่งดำเนินการ