“เสียงที่ดังที่สุด อาจเป็นเสียงที่มาช้าเกินไป”…เหตุการณ์บีบหัวใจ แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวขนาด 8.2 บริเวณรอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ประเทศเมียนมา ทำให้ประชาชนในภาคเหนือของไทยและในกรุงเทพฯ บางส่วนรับรู้ได้ถึงแรงสั่นไหวหลายคนพากันอพยพออกจากอาคารสูง หวาดวิตกว่า อาจเกิดอาฟเตอร์ช็อกที่รุนแรงขึ้นแต่ประเด็นสำคัญคือ ไม่มีระบบแจ้งเตือนที่ทำให้ประชาชนเตรียมตัวได้ทันเวลา ไม่มีการหยุดระบบขนส่ง ลิฟต์ หรือรถไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ไม่มีการฝึกซ้อมอพยพในสถานการณ์ฉุกเฉินนี่คือ “ความจริง” ที่เราอาจไม่อยากเผชิญ แต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้!ข้อมูลวิชาการระบุชัดเจนว่า “รอยเลื่อนสะกาย” ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ยักษ์หลับกลางเมืองเมียนมา” เป็นระเบิดเวลาที่ใกล้ถึงจุดปะทุ ด้วยว่าเป็นหนึ่งในรอยเลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยปลดปล่อยพลังแผ่นดินไหวระดับ 8.0 เมื่อ 100 กว่าปี ที่ผ่านมา และนักธรณีวิทยาประเมินว่า มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงอีกครั้งภายใน 50 ปีข้างหน้า นักวิชาการหลายคนก็เตือนว่า แผ่นดินไหวครั้งใหญ่จากรอยเลื่อนสะกาย สามารถส่งผลถึงกรุงเทพฯได้ เนื่องจากกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บน “ดินอ่อน” ซึ่งสามารถขยายแรงสั่นสะเทือนได้รุนแรงขึ้นพุ่งเป้าไปที่...“กรุงเทพฯ” หากเกิดแผ่นดินไหวระดับ 7.5-8.5 อาคารสูงในกรุงเทพฯ อาจแกว่งตัวรุนแรงและบางส่วนอาจพังถล่ม โครงสร้างเก่า...อาคารที่ไม่ได้มาตรฐานแผ่นดินไหวอาจเสียหายหนักระบบขนส่ง เช่น รถไฟฟ้า ทางด่วน อาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง...ผู้คนอาจติดอยู่ในลิฟต์หรืออาคาร โดยไม่มีระบบช่วยเหลือฉุกเฉินนับรวมไปถึงคำเตือนที่ว่า “แผ่นดินไหวขนาดใหญ่” อาจเกิดขึ้นได้อีกในแนวรอยเลื่อนอื่นๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ รอยเลื่อนแม่จันในภาคเหนือของไทย รอยเลื่อนอุตรดิตถ์และรอยเลื่อนเพชรบูรณ์ รอยเลื่อนในทะเลอันดามัน ซึ่งอาจนำไปสู่สึนามิได้ประเด็นสำคัญมีว่า “ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว”...สัญญาณเตือนที่เราอาจมองข้าม มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนอย่างไร?“แผ่นดินไหว” เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหายมหาศาล โดยเฉพาะในประเทศที่ตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนเปลือกโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และชิลี ประเทศเหล่านี้ได้พัฒนาระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวที่ทันสมัยเพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตัวอย่างระบบ ShakeAlert ในสหรัฐอเมริกา เป็นระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว ที่พัฒนาโดย United States Geological Survey (USGS) ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ โดยใช้เครือข่ายเซ็นเซอร์ ตรวจจับแผ่นดินไหวที่ทันสมัย ครอบคลุมชายฝั่งตะวันตกของประเทศ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โอเรกอน วอชิงตันหลักการทำงานตรวจจับคลื่น P-Wave...คลื่นเริ่มต้นของแผ่นดินไหว ซึ่งเดินทางเร็วแต่ไม่ทำให้เกิดความเสียหาย วิเคราะห์ขนาดและตำแหน่งของแผ่นดินไหวส่งสัญญาณเตือนผ่านระบบอัตโนมัติไปยังโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เครือข่ายสาธารณะ เช่น สถานีโทรทัศน์ วิทยุ ระบบขนส่งให้เวลาล่วงหน้า 5–60 วินาที ก่อนที่คลื่น S–Wave...คลื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายจะมาถึงช่องทางการแจ้งเตือนข้อความแจ้งเตือนผ่านมือถือ (Wireless Emergency Alerts-WEA)...แอปพลิเคชันของภาครัฐและเอกชน เช่น MyShake และ QuakeAlert ระบบเตือนภัยอัตโนมัติในโรงเรียน โรงพยาบาล สถานีรถไฟใต้ดินถัดมา...ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวของญี่ปุ่น (J–ALERT และ Earthquake Early Warning–EEW) ได้ชื่อว่าเป็นระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก โดยใช้ Earthquake Early Warning (EEW) และระบบ J-ALERT ที่พัฒนาโดย Japan Meteorological Agency (JMA)จุดเด่นคือใช้เครือข่ายเซ็นเซอร์กว่า 4,000 จุด กระจายทั่ว ประเทศ...สามารถแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือ ทีวี วิทยุ และลำโพงตามพื้นที่สาธารณะ ภายในวินาทีแรกๆที่เกิดแผ่นดินไหวสามารถส่งสัญญาณหยุดขบวนรถไฟความเร็วสูง (Shin kansen) และระบบโรงงานอุตสาหกรรมโดยอัตโนมัติสาม...ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวของชิลี “ชิลี”...ตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนแปซิฟิกทำให้มีแผ่นดิน ไหวรุนแรงบ่อยครั้ง รัฐบาลชิลี จึงพัฒนาระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวร่วมกับสหรัฐฯ โดยใช้เซ็นเซอร์ ของ USGS และเครือข่ายดาวเทียมของ NASA ความสามารถ ของระบบสามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าประมาณ 30-60 วินาทีใช้ระบบ ONEMI (National Emergency Office) ซึ่งสามารถแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือ ทีวี และสถานีวิทยุ...สามารถเตือนภัยสึนามิได้ภายในไม่กี่นาทีหลังจากเกิดแผ่นดินไหวข้อดีของ “ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว” ลดความสูญเสียต่อชีวิต ประชาชนมีเวลาหลบภัยหรืออพยพ ป้องกันอุบัติเหตุในระบบขนส่ง รถไฟและโรงงานสามารถหยุดการทำงานอัตโนมัติ ช่วยให้บริการฉุกเฉินเตรียมพร้อมรับมือ...เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือล่วงหน้าประเทศที่พัฒนาแล้วมีระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวที่มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ การประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็วและการแจ้งเตือนหลายช่องทาง ซึ่งช่วยลดความสูญเสียมหาศาล ประเทศไทยแม้ไม่ได้อยู่ในเขตเสี่ยงแผ่นดินไหวโดยตรง แต่ควรศึกษาแนวทางการพัฒนาเหล่านี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือในอนาคตถึงเวลา...ที่รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนต้องตื่นตัว“แผ่นดินไหวไม่เคยเตือนล่วงหน้า แต่เราสามารถเตรียมพร้อมได้”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม