เกือบ 20 ปีแล้วที่ “ประเทศไทย” มี “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือ “บัตรทอง” หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อเรียก “30 บาทรักษาทุกโรค”ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่มีส่วนอย่างมากในการทำให้คนไทยเข้าถึงการรักษาพยาบาลอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานได้จริง บทบาทหน้าที่สำคัญไม่เพียงแต่การอำนวยความสะดวกเรื่องงบประมาณเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสุขภาพได้เท่านั้นยังมี “การรับฟังความคิดเห็นจากผู้รับบริการและผู้ให้บริการ” ที่ สปสช.จัดขึ้นทุกปี นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ประธานอนุกรรมการสื่อสาร สังคมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้และผู้รับบริการ สปสช. บอกว่า เพื่อการพัฒนาหลักประกันซึ่งจะเป็นกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้รับบริการ...ผู้ให้บริการ หน่วยงานต่างๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้เกิดความก้าวหน้า เข้าถึงบริการสาธารณสุขตามสิทธิที่พึงมีได้ สำหรับการรับฟังความคิดเห็นในปี 2565 ผศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการ สปสช. บอกว่า มีประเด็นสำคัญทั้ง 7 ด้าน ที่ถูกกำหนดอยู่ในข้อบังคับที่ 4 (1)-(4) ที่จะมีข้อเสนอ ได้แก่ประเด็นที่หนึ่ง...ประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุข ทั้งการ เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่และขยายสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่ที่ต้องการขยายกลุ่มเป้าหมายประเด็นที่สอง...มาตรฐานบริการสาธารณสุขประเด็นที่สาม... การบริหารจัดการสำนักงานประเด็นที่สี่...การบริหารกองทุนบัตรทองประเด็นที่ห้า...การบริหารจัดการกองทุนบัตรทองในท้องถิ่นและพื้นที่ประเด็นที่หก...การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและสุดท้ายประเด็นที่เจ็ด...การรับรู้และคุ้มครองสิทธินอกจากนี้ยังมีการรับฟังในประเด็นอื่นๆ ที่จะเป็นในส่วนของการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบที่สำคัญอีก 3 ประเด็นตามข้อบังคับ 4 (5) 1.การบริหารจัดการหลังสถานการณ์โควิด-19 ระบบบริการรองรับที่จำเป็น 2.บัตรทองรักษาทุกที่ ต่อยอดให้ดีขึ้นได้อย่างไร 3.คนไทยใช้สิทธิบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ทุกที่ในการประชุมรับฟังความเห็นทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามมาตรา 18 (13) ระดับประเทศ ประจำปี 2565 อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ย้ำว่า “ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทยดำเนินการ มากว่า 19 ปี ดูแลคนไทยผู้มีสิทธิ 48 ล้านคนได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง และยังได้รับการยอมรับจากนานาชาติยกย่องให้ประเทศไทยเป็นต้นแบบ ของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอีกด้วย”ที่ผ่านมา สปสช.ได้จัดประชุมรับฟังความเห็นทั่วไปมาอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่การปรับปรุงและพัฒนาระบบด้านต่างๆ ทำให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่จำเป็น เช่น ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่สามารถเลือกวิธีฟอกไตแบบที่เหมาะสม นโยบายยกระดับบัตรทอง อาทิ 30 บาท รักษาหน่วยปฐมภูมิได้ทุกที่ ฯลฯตัดฉากมาที่เวทีเสวนา “ดอก ใบ ผล ความงดงามของการรับฟัง ความคิดเห็นประจำปี” เรือตรีปราโมทย์ ทับทิม ปลัดเมืองพัทยา ผู้แทน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สะท้อนว่า 20 ปีที่ผ่านมา รู้สึกว่าระบบบัตรทอง มีการพัฒนา...เปลี่ยนแปลง เกิดเป็นสิทธิประโยชน์ที่ตรงต่อความต้องการและความเดือดร้อนทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึง เข้าถึงบริการได้ง่ายทั่วถึงขึ้น แม้จะเกิดอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ทั้งฝั่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ สปสช.ก็พยายามปรับแก้อยู่ตลอดเวลา“ในช่วงแรกการรับบริการบางอย่างของผู้ป่วยสิทธิบัตรทองยังเกิด ความเหลื่อมล้ำกับกองทุนอื่นๆในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่นับว่าเป็นความโชคดีของประชาชน เพราะการรับฟังความคิดเห็นเกิดเป็นดอกผลที่ทำให้ลดช่องว่างที่เกิดขึ้นได้”ขณะเดียวกันก็ยังมีข้อเสนอว่าจะทำอย่างไรให้ “ระบบปฐมภูมิ” มีความเข้มแข็ง และสามารถรองรับปัญหาความเจ็บป่วยด้านสุขภาพของประชาชนได้อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการลดภาระที่ประชาชนจะต้องเดินเข้าสู่โรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลศูนย์ ยกตัวอย่างในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยกัน ผ่านคณะทำงานโดยเป็นการย้ำแนวคิดเดิมว่า ควรจะกระจายบริการปฐมภูมิ ออกไปในศูนย์บริการสาธารณสุข หรือคลินิกชุมชนอบอุ่น และโรงพยาบาลใหญ่ หรือโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ไม่ควรต้องมารับบริการปฐมภูมิ ซึ่งถ้ามีการขยายออกไปก็จะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่ได้ และระบบบริการสาธารณสุขก็จะมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นรวมถึงศูนย์บริการสาธารณสุข หรือ “คลินิกชุมชนอบอุ่น” ก็เป็น ตัวอย่างที่ดี ที่อยากจะให้มีการขยายไปตามหัวเมืองในเขตสุขภาพอื่นๆ ส่งเสริมให้มีคลินิกเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนระบบบริการปฐมภูมิในพื้นที่ หรือ...พัฒนาศูนย์สาธารณสุขของเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ให้มีศักยภาพ มีการจัดสรรงบประมาณรายหัว เพื่อลดความแออัดจากโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่หรือโรงพยาบาลศูนย์สำหรับอีกหนึ่งข้อเสนอแนะคือการทำให้ประชาชนเข้าถึง รับรู้การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อทำให้ประชาชนรู้จักสิทธิของตนเอง ผ่านการ “สร้างนำซ่อม” นอกเหนือจากการทุ่มงบประมาณ หรือองค์ความรู้ให้บุคลากรแล้ว ก็อาจจะยังต้องให้หน่วยบริการในพื้นที่เน้นย้ำเรื่องนี้มากขึ้นกว่าการตั้งรับการรักษา“อยากให้ภาพนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ คนเป็นเจ้าของสุขภาพตัวเอง โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของตัวเอง ถ้าคนรู้ เข้าใจ ปฏิบัติ และเข้าถึงบริการด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่ดีก็จะทำให้การเจ็บป่วยน้อยลง” เรือตรีปราโมทย์ กล่าวทิ้งท้าย ศักดิ์ชาย ธนะรัชต์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ต.บ้านฉาง จ.ปทุมธานี ผู้แทนผู้ให้บริการ เสริมว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา หน่วยปฐมภูมิรับหน้าที่ค่อนข้างหนัก สิ่งที่ได้มีการเสนอ อย่างจริงจังมาตลอดคือการจัดการชดเชยจ่ายตรงให้แก่หน่วยบริการปฐมภูมิซึ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น ไม่ว่าเป็นเรื่องของการจ่ายตรงบริการเรื่องวัคซีน หรือการตรวจ ATK ที่จ่ายตรงลงหน่วยบริการ เราไม่ได้ คาดหวังว่าจะต้องได้ทุกอย่าง 100% แต่อยากให้ สปสช.มองการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น การถ่ายโอนไปยังท้องถิ่นเชื่อว่า...การส่งเสริม ป้องกันจะเป็นการประหยัดและใช้ค่าใช้จ่าย น้อยกว่าการตามรักษาฟากฝั่ง ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง และเครือข่ายภาคประชาชน ผู้แทนผู้รับบริการ ฝากไว้ว่า ต้องขอบคุณรัฐบาลหรือ สปสช.ที่เปิดโอกาสให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็น เพราะส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกคนจะเจอปัญหาเรื่องเดียวกันซ้ำๆ นั่นคือความล่าช้าที่อาจทำให้มะเร็งลุกลามรวมไปถึงเรื่องการเข้าถึงสิทธิต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ครอบครัวผู้ป่วยมะเร็งทุกคนต้องเจอ โดยในอดีตที่ผ่านมาคนที่มีฐานะปานกลาง หรือฐานะยากจนเข้าไม่ถึงการรักษา แต่ สปสช.ช่วยไม่ให้ล้มละลายจากการ รักษา และที่สำคัญคือผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ เช่น โครงการ “Cancer Anywhere”เสียง...ที่เป็นความทุกข์นั้นมีค่า ถ้าเสียงของผู้ป่วยหลายๆเสียงรวมกันสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศได้...เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อไม่ให้คนอื่นที่เป็นโรคเดียวกับเราแล้วเกิดปัญหาชีวิตเหมือนเรา ข้อมูลเหล่านี้มีค่าเปรียบเสมือนกับทอง...เติมเต็มระบบบัตรทองให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น.