สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นความเดือดร้อนของผู้หญิงคนหนึ่งที่เข้ามาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมายในเรื่องครอบครัว ทรัพย์สิน และหนี้สิน ผู้หญิงคนนี้ได้สามีเป็นชาวต่างชาติครับ อยู่กินกันมาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสเกิน 10 ปี แต่ไม่มีบุตร ระหว่างที่อยู่กินกันมาสามีดูแลเธอตามปกติ ทำให้เธอตายใจจนถึงขั้นนำบ้านพร้อมที่ดิน ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากพ่อแม่ ไปกู้ยืมเงินมา เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว

จนกระทั่งสามีได้สัญชาติไทย สามีของเธอก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใส่ใจดูแลเหมือนก่อน ไม่ค่อยกลับบ้าน ติดต่อยาก สุดท้ายหนีหายไป โดยไม่ทราบเหตุผล และไม่สามารถต่อติดได้ในที่สุด

สิ่งที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงคนนี้ คือ เธอไม่ได้ทำงานมานานแล้วนับตั้งแต่อยู่กับสามี และด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้เธอหางานยาก ที่สำคัญภาระหนี้สินที่สามีทิ้งไว้ให้กับเธอนั้น มากมายเกินความสามารถของเธอจะรับไหว ขณะนี้เธอตัดสินใจยื่นฟ้องอดีตสามีต่อศาล เพื่อขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินที่อดีตสามีซื้อหลังจากหนีจากเธอไป เผื่อจะได้เงินมา เพื่อจัดการกับหนี้สินกองโต ไถ่ถอนทรัพย์สินมรดกของเธอ และใช้เป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิตต่อไปเพียงลำพัง

โดยหลักกฎหมาย สามีภรรยา ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสสามารถฟ้องเรียกร้องทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน หรือขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้ รายละเอียดตามบทความที่ผมได้เคยเขียนไว้แล้ว (สามีภรรยาไม่ได้จดทะเบียนสมรส แยกทางกันทรัพย์สินเป็นของใคร)

ความยากของคดีนี้ อยู่ที่การพิสูจน์ว่า เงินที่อดีตสามีนำมาซื้อทรัพย์สินนั้น เป็นเงินที่ได้มาระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภรรยา หรือเป็นเงินส่วนตัวของอดีตสามีโดยแท้ ถ้าฝ่ายหญิงพิสูจน์ได้ว่า เงินที่นำมาซื้อทรัพย์สินหลังจากที่เลิกรากันไป เป็นเงินที่ได้มาระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภรรยา ผู้หญิงคนนี้ก็มีสิทธิ์ในทรัพย์สินครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ ศาลก็อาจจะมีคำพิพากษายกฟ้องต่อไป

...

ในส่วนของหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการที่นำทรัพย์สินไปขอกู้ยืมเงินเจ้าหนี้ ในระหว่างที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยา โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส เจ้าหนี้จะดำเนินคดีกับฝ่ายหญิง หรือผู้ที่เป็นคู่สัญญาเท่านั้น ยกเว้นอดีตสามีได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ร่วมกับฝ่ายหญิง หรือเป็นผู้ค้ำประกัน หรือลงลายมือชื่อในสัญญารับสภาพหนี้

นอกจากนี้ ตามกฎหมายได้บัญญัติให้ สามีภรรยาต้องรับผิดชอบในภาระหนี้สินร่วมกัน ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายก่อหนี้ กรณีที่สามีภรรยาได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเท่านั้น และหนี้ดังกล่าว จะต้องเป็นภาระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้

(1) หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือน และจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ

(2) หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส

(3) หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน

(4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้น เพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่ง ได้ให้สัตยาบัน

อุทาหรณ์เรื่องนี้ เป็นบทเรียนให้กับผู้ชายหรือผู้หญิงไทย ที่อาจจะตกเป็นเครื่องมือในการขอสัญชาติไทยของคนต่างชาติ หรือหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดอื่นๆ และที่ควรระวังให้มากที่สุด คือ การที่คนต่างชาติหลอกให้ไปกู้ยืมเงิน ตามอุทธรณ์เรื่องนี้ ทางที่ดีที่สุดควรจะจดทะเบียนสมรสก่อน เพื่อตรวจสอบว่าอีกฝ่ายไม่มีครอบครัว ซึ่งขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยาก แต่หากรักจริง ขั้นตอนยุ่งยากก็ไม่เป็นอุปสรรคครับ ในส่วนของการก่อหนี้ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรจะให้อีกฝ่ายลงลายมือชื่อกู้ร่วม หรือค้ำประกันไว้ กรณีใช้บัตรเครดิตก็ควรจะสลับกันใช้ ไม่ควรหน้ามืดตามัวใช้บัตรเครดิตของคุณแต่ฝ่ายเดียว เผื่อในอนาคตจะต้องแยกทางกัน ก็ให้อีกฝ่ายมีหนี้ติดตัวไปด้วยครับ

สำหรับท่านที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ

Facebook: ทนายเจมส์ LK