ที่ใดมียุง ที่นั่นมักจะมีมุ้ง ซึ่งหมายถึงผ้าหรือวัสดุที่ทำขึ้นเพื่อใช้กางกันยุง คู่กันเสมอความเป็นมาของมุ้งหลังแรกในโลกหรือในไทย มีใช้ตั้งแต่เมื่อใดนั้น คงไม่มีใครสืบค้นได้ รู้แต่เพียงว่า มุ้งที่ดีมีประสิทธิภาพ ต้องมีตาที่ละเอียดพอจะใช้กันแมลง แต่ต้องสามารถมองเห็นทัศนวิสัยภายนอก และปล่อยให้อากาศไหลเวียนถ่ายเทได้ภายในมุ้ง...มิเช่นนั้น มุ้งก็ไม่ต่างกับเครื่องมือฆ่าตัวตายดังนั้น มุ้งส่วนใหญ่จึงมักทำมาจากวัสดุประเภท ผ้าฝ้าย โพลิเอทิลีน โพลีเอสเตอร์ โพลิโพรพิลีน หรือไม่ก็ ไนลอน ซึ่งมีขนาดความถี่ของตามุ้งประมาณ 1.2 มม. เป็นอย่างต่ำ จึงจะสามารถใช้กันยุงได้ ถ้าจะให้ใช้กันแมลงอย่างอื่นกัดได้ด้วย เช่น ตัวริ้นทะเล ตามุ้งจะต้องมีขนาดตาถี่กว่านั้น เช่น 0.6 มม. เป็นต้นมุ้งมีหลายแบบ ไล่ไปตั้งแต่มุ้งกันยุงทั่วไปที่เรียกกันว่า มุ้งแบบ 4 เสา มีทางเข้า-ออกได้ ตั้งแต่ 1-3 ประตู วิวัฒนาการขึ้นมาหน่อยพร้อมราคาที่แพงขึ้นมานิดก็จะเป็น มุ้งกันยุงแบบพกพา ซึ่งสามารถพับเก็บได้ นิยมใช้ยามเดินทางไปค้างแรมต่างถิ่นมุ้งกันยุงแบบไร้สาย พับเก็บและกางออกได้อัตโนมัติ (คล้ายกับที่บังแดดในรถยนต์ แต่มีขนาดใหญ่กว่ากันมาก) มุ้งกระโจมแบบเจ้าหญิงในนิยาย ซึ่งนิยมใช้ตกแต่งให้ดูหรูตามบ้านผู้รากมากดี หรือรีสอร์ตที่ต้องการสร้างบรรยากาศโรแมนติก มุ้งแบบใช้กางครอบคล้ายกับร่ม หรือฝาชีขนาดใหญ่ เป็นต้นในอดีตทุกหนแห่งในเมืองไทยต่างต้องมีมุ้งใช้กันทุกบ้าน แต่วันนี้ทั้งวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และความเจริญของบ้านเมืองเปลี่ยนไป จากมุ้งที่ใช้วัสดุทำด้วยผ้า หรืออย่างอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงผ้า กลายเป็น มุ้งลวด ที่ทำจากเหล็ก หรือโลหะอื่น เข้ามาแทนที่มุ้งผ้าแทบทุกหัวระแหงความเปลี่ยนแปลงดังว่า ไม่ต่างกับการค่อยๆสูญหายตายจากของ หมากและพลู ซึ่งในอดีตไปทางไหนเต็มไปด้วยคนกินหมาก กล้องแบบใช้ฟิล์ม ซึ่งถูกแทนที่ด้วยกล้องแบบดิจิตอล หรือ พิมพ์ดีด ที่เคยมีใช้อย่างแพร่หลายตามบ้านเรือน สำนักงาน หรือสถานที่ราชการ แต่วันนี้ถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์คำถามน่าสนใจตามมาจึงมีว่า แล้ววันนี้ ยังเหลือใครบ้างที่ต้องใช้มุ้ง!!!ฐิติพร รุจิเรกานุสรณ์ หรือ “เจ๊เกียว” เจ้าของร้านเปี่ยมสิริ ที่ตลาดหวั่งหลี (อยู่ด้านหลังตลาดรังสิต) จ.ปทุมธานี ร้านขายมุ้งเก่าแก่และใหญ่สุดในละแวกนั้น ซึ่งขายที่นอน หมอน มุ้งมาหลายสิบปี บอกว่าในอดีตลูกค้าที่มาซื้อมุ้งมีทุกชนชั้น มุ้งจึงเป็นหนึ่งในสินค้าที่เคยขายดีมาก ผิดกับทุกวันนี้หลังจากมีมุ้งลวด และวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป มุ้งกลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่ขายได้ยาก ในระดับค่อนข้างอืด“คนที่มาซื้อมุ้งใช้ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่กลุ่ม กลุ่มแรก คือ เถ้าแก่ที่ซื้อไปให้ลูกน้องหรือคนงาน ถัดมาคือ พวกที่ไปนอนค้างวัดปฏิบัติธรรม กลุ่มที่สามคือผู้ที่ซื้อไปฝากคนแก่ที่ติดการนอนมุ้ง ซึ่งมักจะมีอายุตั้งแต่ 80-90 กว่าปีขึ้นไป ถ้าไม่มีมุ้งกางนอนจะรู้สึกว่าโล่งไป นอนไม่หลับ”“กลุ่มที่สี่ คือ ผู้ที่อยู่แถวดงกก ดงอ้อ หรือมีเกสรดอกหญ้าปลิวฟุ้งอยู่ในอากาศ ซื้อไปกางคลุมเสื้อผ้าที่ผึ่งแดดตากไว้ตามราว กลุ่มที่ห้าเป็นลูกค้าที่ทำรีสอร์ต นิยมมาซื้อมุ้งไปกางเพื่อสร้างบรรยากาศให้ลูกค้า กลุ่มที่หก คือผู้ที่อยู่บ้านทรงไทย และกลุ่มสุดท้าย คือ ผู้ที่ซื้อไปกางคลุมกรงกันยุงให้หมา-แมว”เจ๊เกียว ขยายความ กรณีลูกค้าบ้านทรงไทยที่ซื้อมุ้งไปกางนอนว่า“เนื่องจากบ้านประเภทนี้มีหลังคาสูงโปร่ง มีช่องลมอยู่เหนือหน้าต่าง จึงไม่เหมาะกับการติดแอร์ ซึ่งต้องตีฝ้าเพดานปิด เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า ส่วนของฝ้าเพดานที่ตีปิด จะกลายเป็นที่อยู่อาศัยของหนูกับงูที่เข้าไปกินหนูเป็นอาหาร อีกอย่างยังขัดกับจุดเด่นของบ้านทรงไทยที่ถูกออกแบบมาให้โปร่ง โล่ง สบาย อากาศถ่ายเทสะดวก คนที่อยู่บ้านแบบนี้ จึงมักยังกางมุ้งนอน”เจ๊เกียวว่า ปัจจุบันมุ้งที่ถือว่ามีคุณภาพดีสุด คือ มุ้งตาพริกไทย ที่ทำจากผ้าฝ้ายชนิดด้ายหลอด แต่ก็มีราคาแพงสุดด้วย เช่น มุ้งตาพริกไทยหลังใหญ่ ขนาดกว้าง 6 ฟุต ยาว 2 เมตร หลังละ 400-500 บาท รองลงมาทำจาก ผ้าสาลู ซึ่งเป็นผ้าขาวบางเนื้อละเอียด แบบเดียวกับที่ใช้ทำผ้าอ้อมเด็ก ตกหลังละประมาณ 300 บาทเทียบกับมุ้งที่ทำมาจาก ผ้ายืด “จอเจีย” ขนาด 6 ฟุตเท่ากัน ราคาเพียงแค่หลังละ 200-300 บาท ข้อดีของมุ้งแบบนี้อยู่ที่ราคาถูก มีสีสัน แถมยังซักง่ายกว่ามุ้งผ้าฝ้าย อีกประเภท คือ มุ้งไนลอน จากจีนหรือเขมรที่เข้ามาตีตลาด ซึ่งราคาถูกมาก หลังละแค่ 100 กว่าบาทแต่ในแง่ความคงทนต่อการใช้งาน เจ๊เกียวบอกว่า ยังไงก็สู้มุ้งยุคแรกๆที่ทำจากผ้าฝ้ายไม่ได้จากคนขายมุ้ง มาคุยกับคนทำมุ้งขายเป็นอาชีพมากว่า 40 ปี อย่างเกียรติศักดิ์ โพธิ์ศรีทอง หรือ “กัง” ที่ ต.กระจัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรีบ้างคนทำมุ้งผู้นี้บอกว่า ภรรยาของเขาได้รวมตัวกับกลุ่มแม่บ้านในพื้นที่ทำมุ้งขายหลายประเภท เมื่อรวบรวมมุ้งได้มากพอจำนวนหนึ่ง ทั้งตัวเขาและเพื่อนบ้านบางคน จะเป็นผู้นำมุ้งไปตระเวนเร่ขายส่งให้ตามร้านโชห่วยในจังหวัดต่างๆเป็นวงรอบไล่ไปตั้งแต่ จ.ปทุมธานี จ.สระบุรี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา อ.วิเชียรบุรี และ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ตระเวนขายต่อขึ้นไปถึง จ.พิษณุโลก จ.กำแพงเพชร แล้วจึงวกกลับลงมาขายทาง จ.อุทัยธานี จ.ชัยนาท จ.อ่างทอง กระทั่งกลับมาถึงบ้านของตนที่ จ.สุพรรณบุรี แต่ละวงรอบใช้เวลาประมาณ 15 วัน“อาศัยไปขอพักนอนค้างตามวัดบ้าง เช่าบ้านอยู่บ้าง เมื่อก่อนสมัยที่เศรษฐกิจยังดีและคนเปลี่ยนมุ้งบ่อย วงรอบหนึ่งผมจะมีมุ้งไปขายประมาณ 1,700 หลัง ใช้ทั้งวิธีไปเดินเท้าขายตามหมู่บ้าน ขี่รถมอเตอร์ไซค์ขายแบบแขกขายผ้า จนมาถึงยุคนี้ใช้วิธีขับรถพุ่มพวง (รถปิกอัพที่ทำเป็นซุปเปอร์มาร์เกตเคลื่อนที่) ไปขาย”กังบอกว่า เดี๋ยวนี้ขายมุ้งไม่ง่ายเหมือนเมื่อสมัย 30 กว่าปีก่อน ซึ่งในแต่ละวงรอบทุก 15 วัน เขาเคยทำยอดขายได้เกือบ 2,000 หลัง แต่ทุกวันนี้ เหลือขายได้วงรอบละอย่างมาก แค่ไม่เกิน 700 หลังที่เป็นเช่นนี้ เขาว่าสาเหตุแรกน่าจะเป็นเพราะเดี๋ยวนี้บ้านเรือนส่วนใหญ่หันไป ติดมุ้งลวด ถัดมา ต้นทุนราคาผ้า ที่ใช้เป็นวัตถุดิบทำมุ้ง มีราคาแพงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า แต่ราคาขายส่งไม่สามารถเรียกเพิ่มได้ ทำให้คนทำมุ้งขายเหลือกำไรน้อยลง ต้องอาศัยขายให้ได้ปริมาณมากมาตู๊กัน แต่ก็ทำเช่นนั้นได้ยากอีก เพราะเศรษฐกิจไม่ดี นานๆทีจึงจะมีคนเปลี่ยนมุ้งใหม่ บางคนมุ้งขาดยังไม่เปลี่ยน ใช้หนังยางรัดไว้แทน แถมผู้ใช้มุ้งก็น้อยลงทุกวันสาเหตุประการสุดท้าย กังบอกว่า เป็นเพราะมุ้งทำจาก ไนลอน จากจีนและเขมร ที่มีราคาถูกกว่ามุ้งผ้าของไทย เข้ามาทุ่มและตีตลาด มุ้งบ้านเรา“อย่าลืมว่าคนที่ยังจำเป็นต้องใช้มุ้งกางนอน ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ตามไร่ นา ก็มักจะเป็นคนงานก่อสร้างที่ย้ายถิ่นทำกินตามไซต์งานก่อสร้างไปเรื่อย เรื่องคุณภาพจึงไม่ต้องพูดถึง อะไรที่ขายถูกเข้าว่า ย่อมได้เปรียบ ทุกวันนี้เศรษฐกิจก็หงอย งานก่อสร้างก็น้อยลง แถมผลิตผลการเกษตรก็ราคาตกต่ำ”กังรำพันทิ้งท้าย“อนาคตคนทำมุ้งขายอย่างพวกผม จึงพลอยริบหรี่ลงไปด้วยทุกวัน”.