ขสมก. กางแผนยกระดับการเดินทาง เตรียมรับมอบรถเมล์ไฟฟ้า EV เฟสแรก 1,520 คัน กระจาย 50 เส้นทางทั่วกรุง หวังประหยัดค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุง ลดต้นทุนองค์กรกว่า 4,100 ล้านบาทต่อปี

นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าแผนการจัดหารถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) เฟสที่ 1 จำนวน 1,520 คัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการและแก้ปัญหาภาระหนี้สินสะสมขององค์กร โดย ขสมก. มีกำหนดรับมอบรถล็อตแรกจำนวน 500 คัน ภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2570 ตามด้วยล็อตที่ 2 อีก 500 คัน ภายในสิ้นเดือนเมษายน 2570 และล็อตสุดท้ายอีก 520 คัน ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2570

ขณะนี้ ชิ้นส่วนประกอบหลักของรถ 40 คันแรกได้ส่งถึงโรงงานผลิตของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีศักยภาพการผลิตสูงสุดถึงวันละ 15 คัน โดย ขสมก. วางแผนการผลิตขั้นต่ำไว้ที่ 12 คันต่อวัน ปัจจุบันได้ประกอบรถตัวอย่าง (Demo) เสร็จสิ้นแล้ว 2 คัน เพื่อทดสอบระบบความปลอดภัย สภาพถนน และฝึกซ้อมพนักงานขับรถ ทั้งนี้ ในวันที่ 24 กันยายน 2569 ซึ่งตรงกับวันสถาปนา ขสมก. ครบรอบ 50 ปี จะมีการนำรถต้นแบบที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว 1 คัน มาจัดแสดงและเปิดให้พนักงานทดลองขับขี่จริง

ปรับเปลี่ยนแทนรถครีมแดง 50 เส้นทางทั่วกรุง คิดค่าโดยสารตามจริง

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ จะเป็นการนำรถเมล์ไฟฟ้ามาวิ่งให้บริการแทนรถโดยสารธรรมดา (ครีมแดง) เดิม ในอัตราหนึ่งต่อหนึ่ง เพื่อปรับเปลี่ยนเป็นรถปรับอากาศพลังงานสะอาดทั้งหมดตามนโยบายรัฐบาล ในเฟสแรกจะกระจายลงในสายการเดินรถเกือบ 50 เส้นทาง จากทั้งหมด 107 เส้นทางที่อยู่ระหว่างการปฏิรูป

เส้นทางเน้นหนักในพื้นที่เขตเมือง (City Loop) เช่น สาย 191 (รัชดาภิเษก-รามคำแหง) และย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) อาทิ สีลม บางรัก คลองเตย และพระราม 4 รวมถึงเส้นทางเชื่อมต่อชานเมือง เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่มีเฉลี่ย 5.5–6.5 แสนคนต่อวันในวันธรรมดา และ 3–4 แสนคนต่อวันในวันหยุด โดยอัตราค่าโดยสารจะอยู่ที่ประมาณ 15–25 บาท ตามเงื่อนไขรถปรับอากาศของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางลดภาระประชาชนผ่านระบบค่าโดยสารร่วมและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เดินหน้าเฟส 2 อีก 800 คัน ชูนวัตกรรมลดต้นทุนปีละ 4,100 ล้านบาท

นอกจากเฟสแรกแล้ว นายกิตติกานต์ ระบุว่า ขสมก. ได้จัดทำแผนจัดหารถโดยสารพลังงานไฟฟ้า เฟสที่ 2 อีกจำนวน 800 คัน วงเงินงบประมาณกว่า 8,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อบรรจุในงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นงบผูกพันระยะยาว 7 ปี (พ.ศ. 2570–2576) ซึ่งเฟสที่ 2 จะสามารถดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเนื่องจากใช้โมเดลและเงื่อนไขจากเฟสแรก คาดว่าจะสามารถนำรถมาวิ่งให้บริการได้ภายในปี 2571

ย้อนกลับไปในอดีต ขสมก. ต้องเผชิญกับภาระหนี้สินและการขาดทุนสะสมมาอย่างยาวนาน ส่วนหนึ่งมาจากค่าเหมาซ่อมบำรุงรถรุ่นเก่าที่สูงถึงปีละกว่า 2,000 ล้านบาท และค่าน้ำมันดีเซลปีละ 1,800 ล้านบาท การเปลี่ยนมาใช้ระบบเช่ารถเมล์ไฟฟ้าที่มีโครงสร้างแบบ Monocoque ซึ่งน้ำหนักเบาและแข็งแรง เหมาะกับสภาพการจราจรในเมือง จะช่วยโอนภาระการซ่อมบำรุงไปให้ผู้ให้เช่า รวมถึงเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าค่าน้ำมันเดิมประมาณ 60% หรือเหลือค่าใช้จ่ายเพียง 800 ล้านบาทต่อปี


เมื่อรวมกับการปรับใช้เทคโนโลยีบริหารการเดินรถที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายบุคลากรได้อีก 900 ล้านบาท ทำให้ ขสมก. คาดการณ์ว่าจะประหยัดต้นทุนการดำเนินงานรวมได้สูงถึง 4,100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาทางการเงินขององค์กรอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับความปลอดภัยด้วยการติดตั้งกล้อง CCTV และระบบ GPS tracking ในรถทุกคัน


อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม