รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำให้ค่าไฟแพงโดยตรง แต่ข้อจำกัดที่ไม่สอดคล้องกับสภาพจริงของแหล่งปิโตรเลียม อาจทำให้การตัดสินใจล่าช้า กำลังผลิตก๊าซในประเทศสะดุด และเพิ่มการพึ่งพาก๊าซนำเข้า เสนอปรับกฎหมายให้รัฐเลือกทางออกเป็นรายแหล่ง โดยพิจารณาทั้งกฎหมาย วิศวกรรม และเศรษฐศาสตร์ พร้อมเปิดเผยหลักเกณฑ์ให้ประชาชนตรวจสอบได้

รศ. ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า บิลค่าไฟที่ประชาชนได้รับในแต่ละเดือน อาจไม่ได้เริ่มต้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงไฟฟ้าเท่านั้น แต่อาจย้อนกลับไปถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับแหล่งก๊าซธรรมชาติหลายปีก่อนหน้านั้น รวมถึงข้อจำกัดของกฎหมายปิโตรเลียมเพียงหนึ่งมาตรา

โดยมาตราที่ถูกกล่าวถึงคือ มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งกำหนดกรอบระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมตามสัมปทาน และเปิดให้ต่อระยะเวลาผลิตได้อีกเพียงครั้งเดียวไม่เกิน 10 ปี โดยรายละเอียดของสัมปทานแต่ละรุ่นอาจแตกต่างกันตามกฎหมายและเงื่อนไขในช่วงเวลาที่ให้สัมปทาน

รศ. ดร.ปิติ กล่าวอีกว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมายกำหนดอายุสัมปทาน เพราะทรัพยากรของประเทศจำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบเวลาและการกำกับดูแลของรัฐ แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ เมื่อใช้สิทธิต่อระยะเวลาตามกฎหมายครบแล้ว รัฐอาจไม่มีทางเลือกที่ยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับจัดการแหล่งที่ยังมีปิโตรเลียมเหลืออยู่และสามารถผลิตต่อได้อย่างคุ้มค่า

แหล่งปิโตรเลียมแต่ละแห่งมีสภาพไม่เหมือนกัน บางแหล่งอาจเหลือทรัพยากรไม่มากและควรเข้าสู่กระบวนการรื้อถอน ขณะที่บางแหล่งอาจยังผลิตต่อได้ หากมีการลงทุนเพิ่ม ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม หรือปรับเงื่อนไขให้รัฐได้รับประโยชน์มากขึ้น การใช้คำตอบเดียวกับทุกแหล่งจึงอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทั้งในด้านปริมาณทรัพยากร ความพร้อมของระบบผลิต ต้นทุนการลงทุน และผลตอบแทนที่ประเทศจะได้รับ


ทั้งนี้ มาตรา 26 ไม่ได้เป็นตัวกำหนดอัตราค่าไฟ และการแก้ไขกฎหมายก็ไม่ได้ทำให้ค่าไฟลดลงทันที แต่ความเชื่อมโยงเกิดขึ้นเมื่อข้อจำกัดของกฎหมายทำให้รัฐไม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับแหล่งปิโตรเลียมปลายอายุได้ทันเวลา หากการตัดสินใจล่าช้า ผู้ดำเนินการเดิมอาจไม่กล้าลงทุนเพิ่มเติม เพราะระยะเวลาที่เหลือไม่เพียงพอให้คุ้มกับการลงทุน ขณะเดียวกัน หากต้องเปลี่ยนผู้ดำเนินการ ก็ต้องใช้เวลาในการคัดเลือก โอนทรัพย์สิน เตรียมบุคลากร และจัดทำแผนผลิตใหม่

ช่วงเปลี่ยนผ่านที่เตรียมการไม่ทันอาจทำให้กำลังผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศลดลงหรือสะดุด เกิดเป็น ช่องว่างการผลิต  ซึ่งไม่ได้หมายถึงประเทศไทยจะไม่มีก๊าซใช้ทันที แต่หมายถึงปริมาณก๊าซจากแหล่งเดิมลดลงเร็วกว่าที่แหล่งใหม่หรือผู้ดำเนินการรายใหม่จะเข้ามาทดแทนได้ 

เมื่อก๊าซในประเทศไม่เพียงพอ ไทยอาจต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เพิ่มขึ้น เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้า โดยต้นทุน LNG ขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก อัตราแลกเปลี่ยน และสถานการณ์ระหว่างประเทศ จึงมีความผันผวนและควบคุมได้ยากกว่าการใช้ทรัพยากรที่ผลิตได้ภายในประเทศ

โดยต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นมีโอกาสสะท้อนผ่านค่าไฟฟ้าผันแปร หรือค่า Ft จากนั้นจึงส่งต่อไปยังต้นทุนของโรงงาน ธุรกิจขนส่ง ร้านค้าและผู้ให้บริการ ก่อนปรากฏเป็นราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะค่าไฟยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น 

เช่น สัดส่วนเชื้อเพลิง ราคาพลังงานโลก อัตราแลกเปลี่ยน และมาตรการของภาครัฐ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การกล่าวว่ามาตรา 26 ทำให้ค่าไฟแพง แต่คือการชี้ให้เห็นว่า หากข้อจำกัดของกฎหมายทำให้การบริหารแหล่งก๊าซล่าช้า ความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานก็อาจเพิ่มขึ้น

รศ. ดร.ปิติ เห็นว่า การปรับปรุงกฎหมายไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการเปิดทางให้ผู้รับสัมปทานเดิมได้รับสิทธิต่อไปโดยอัตโนมัติ แต่ควรทำให้รัฐมีเครื่องมือสำหรับเปรียบเทียบทางเลือก และเลือกวิธีที่สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศในแต่ละกรณี

การตัดสินใจควรพิจารณาอย่างน้อย 3 มิติร่วมกัน ได้แก่ มิติทางกฎหมาย ว่ารัฐมีอำนาจและกระบวนการดำเนินการอย่างไร มิติทางวิศวกรรม ว่าแหล่งยังผลิตต่อได้เพียงใดและต้องลงทุนเพิ่มเท่าใด และมิติทางเศรษฐศาสตร์ ว่าทางเลือกใดให้ผลตอบแทนแก่รัฐและประชาชนมากที่สุด

โดยทางเลือกจึงอาจมีทั้งการให้ผู้ดำเนินการเดิมผลิตต่อภายใต้เงื่อนไขใหม่ การเปิดแข่งขันเพื่อคัดเลือกผู้ดำเนินการรายใหม่ หรือการยุติการผลิตและเข้าสู่กระบวนการรื้อถอน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละแหล่ง

หากพิจารณาให้ผู้ดำเนินการเดิมผลิตต่อ รัฐต้องกำหนดเงื่อนไขใหม่ให้ชัดเจน ทั้งแผนลงทุน เป้าหมายการผลิต ผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ การรับผิดชอบค่ารื้อถอน และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากเลือกเปิดแข่งขัน ก็ต้องเริ่มกระบวนการล่วงหน้าเพียงพอ เพื่อไม่ให้การผลิตสะดุดระหว่างการเปลี่ยนผู้ดำเนินการ

ที่สำคัญ การเพิ่มความยืดหยุ่นให้กฎหมายต้องมาพร้อมหลักประกันด้านความโปร่งใส โดยรัฐควรเปิดเผยหลักเกณฑ์การประเมิน วิธีเปรียบเทียบทางเลือก กรอบเวลาการตัดสินใจ และเหตุผลที่เลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่ง เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้ว่าการตัดสินใจนั้นรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ได้เอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใด

โจทย์ของมาตรา 26 จึงไม่ใช่เพียงว่าจะต่อหรือไม่ต่อสัมปทาน แต่คือประเทศไทยจะมีกฎหมายที่ช่วยให้รัฐตัดสินใจได้ทันเวลา เลือกทางออกที่เหมาะสมกับแต่ละแหล่ง 

และนำทรัพยากรที่ยังเหลืออยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือไม่ เพราะหากการตัดสินใจเกิดขึ้นช้าเกินไป ต้นทุนอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่แหล่งปิโตรเลียม แต่อาจเดินทางผ่านระบบไฟฟ้า ภาคการผลิต และราคาสินค้า ก่อนมาถึงกระเป๋าเงินของประชาชนในที่สุด