ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ สั่นสะเทือนพรรครีพับลิกัน ล่าสุดคนใกล้ชิดทรัมป์เรียกร้องให้ปรับทีมงานและทบทวนนโยบายทั้งสงครามอิหร่านและมาตรการภาษี ขณะที่รองประธานาธิบดีเริ่มส่งสัญญาณตีตัวออกห่าง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญแรงกดดันจากสมาชิกพรรครีพับลิกันและนักยุทธศาสตร์การเมืองของพรรค ให้ปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารประเทศ หลังพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งกลางเทอม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะและเข้าควบคุมสภาคองเกรสทั้งสองสภา ขณะที่ผู้สมัครหลายคนที่ทรัมป์ให้การสนับสนุนก็พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสนามสำคัญ
พันธมิตรทางการเมืองของทรัมป์เรียกร้องให้เขาปรับทีมงานในทำเนียบขาว จัดระเบียบการทำงานภายในรัฐบาลใหม่ และยกเลิกหรือทบทวนนโยบายที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะสงครามกับอิหร่านและมาตรการภาษีนำเข้า ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกัน
จอห์น ฟีเฮอรี นักยุทธศาสตร์การเมืองอาวุโสของพรรครีพับลิกัน เรียกผลการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นหายนะครั้งใหญ่ของทรัมป์ พร้อมระบุว่า ประธานาธิบดีจำเป็นต้องรื้อระบบและเปลี่ยนแปลงทีมงานครั้งใหญ่ เพราะนับจากนี้อำนาจทางการเมืองของเขาจะค่อย ๆ อ่อนแรงลง
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่มีท่าทีว่าจะปรับเปลี่ยนแนวทาง โดยให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์เมื่อค่ำวันอังคารว่า เขาไม่ได้มองว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นความพ่ายแพ้ที่สะท้อนถึงตัวเขา
เดโมแครตคุมสภา เปิดทางตรวจสอบรัฐบาลทรัมป์
การที่เดโมแครตเข้าควบคุมสภาคองเกรสทั้งสองสภา ทำให้พรรคมีอำนาจขัดขวางร่างกฎหมายของทรัมป์ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และคัดค้านบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ทรัมป์หันไปใช้อำนาจฝ่ายบริหารโดยตรงมากขึ้น เพื่อผลักดันนโยบายที่ต้องการ แม้จะเผชิญแรงต้านจากฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ก็อาจทำให้รัฐบาลต้องเผชิญการตรวจสอบจากสภามากขึ้นเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ยังอาจส่งผลต่ออนาคตของพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะนักการเมืองที่กำลังวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจของทรัมป์ และมีเป้าหมายลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 2028
หนึ่งในนั้นคือ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองว่าเป็นทายาททางการเมืองที่มีโอกาสสืบทอดฐานเสียงของทรัมป์ โดยเมื่อวันพุธ แวนซ์ออกมาระบุว่าสงครามอิหร่านเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้สมัครรีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแสดงท่าทีเว้นระยะห่างจากทรัมป์
นักยุทธศาสตร์และเจ้าหน้าที่พรรครีพับลิกันมองว่า หากสมาชิกพรรคเริ่มเชื่อว่าทรัมป์สูญเสียอิทธิพลเหนือฐานเสียงของพรรค การออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่างจากประธานาธิบดีก็อาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น
ทำเนียบขาวขวัญกำลังใจตก จับตาปรับทีม-สอบสวนรัฐบาล
ภายในทำเนียบขาวเอง เจ้าหน้าที่ระดับสูงเริ่มเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะมีการลาออกของทีมงาน การปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรี และการสอบสวนจากสมาชิกสภาเดโมแครต
เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ เปิดเผยว่า ขวัญกำลังใจของคนทำงานในทำเนียบขาวตกต่ำอย่างมาก พร้อมระบุว่า ผลสำรวจความคิดเห็นภายในพรรคเมื่อประมาณ 6 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งได้ส่งสัญญาณแล้วว่า รีพับลิกันมีแนวโน้มจะพ่ายแพ้ทั้งสองสภา แต่ทรัมป์ยังคงเดินหน้าสงครามอิหร่าน แม้มีคำเตือนถึงผลกระทบทางการเมือง
เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยังระบุว่า ทรัมป์ไม่รับฟังคำเตือนจากคนรอบข้าง โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดียอมรับว่าสงครามอิหร่านที่ดำเนินมาเป็นเวลา 8 เดือนส่งผลกระทบต่อผู้สมัครรีพับลิกัน แต่ยังคงปกป้องการตัดสินใจเปิดปฏิบัติการทางทหาร
นอกจากสงครามอิหร่านแล้ว นโยบายอื่น ๆ ของทรัมป์ก็สร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วน โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับโครงการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงภายในทำเนียบขาว รวมถึงการปรับปรุงอาคารและพื้นที่ต่าง ๆ ในกรุงวอชิงตัน
ที่ปรึกษาทางการเมืองของรีพับลิกันรายหนึ่งเปิดเผยว่า ผลสำรวจความคิดเห็นในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐที่มีการแข่งขันสูงอย่างมิชิแกนและไอโอวา พบว่าผู้สนับสนุนรีพับลิกันและผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระเริ่มไม่พอใจที่ทรัมป์ให้ความสำคัญกับโครงการดังกล่าวมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญเสียงวิจารณ์ แต่ทรัมป์ยังคงลงพื้นที่บริเวณก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงภายในทำเนียบขาวเมื่อวันพุธ พร้อมยืนยันว่าโครงการนี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้เขาผ่อนคลาย
ขณะที่ทำเนียบขาวยังแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อกระแสความพ่ายแพ้ โดยเผยแพร่ภาพทรัมป์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมข้อความว่า "ทรัมป์ยังคงเป็นประธานาธิบดีของคุณ"
ทั้งนี้ แม้จะสูญเสียอำนาจควบคุมสภาคองเกรส แต่ทรัมป์ยังคงมีอำนาจบริหารประเทศอย่างมาก โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่าทำเนียบขาวเตรียมมาตรการฝ่ายบริหารหลายด้าน ทั้งเรื่องคนเข้าเมือง ภาษี ที่อยู่อาศัย และการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลกลาง เพื่อเดินหน้านโยบายบางส่วนโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากเดโมแครต
อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจฝ่ายบริหารไม่สามารถป้องกันรัฐบาลจากการถูกตรวจสอบโดยสภาคองเกรสได้ และนั่นอาจกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของทรัมป์ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี.
ที่มา :channelnewsasia
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ