แหล่งข่าวเผย สหรัฐฯ และรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมา จัดการเจรจาที่กรุงโตเกียวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นการพบกันครั้งที่ 2 ภายในหนึ่งเดือน หลังรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เริ่มฟื้นฟูการติดต่อกับผู้นำทหารเมียนมา ประเด็นสำคัญรวมถึงการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเสียหายแก่ชาวอเมริกัน และความเป็นไปได้ในการเข้าถึงแหล่งแร่หายากของเมียนมา 

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหรัฐฯ และรัฐบาลเมียนมาที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพจัดการเจรจาที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็นการหารือครั้งที่ 2 ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน สะท้อนความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการกลับมาติดต่อกับผู้นำกองทัพเมียนมา หลังตัดความสัมพันธ์และดำเนินมาตรการกดดันภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2021

แหล่งข่าว 3 คนที่รับทราบรายละเอียดการเจรจาเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าการหารือครั้งล่าสุดครอบคลุมประเด็นใดบ้าง โดยแหล่งข่าวทั้งหมด รวมถึงเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนหนึ่ง ขอสงวนชื่อเนื่องจากเป็นประเด็นทางการทูตที่มีความละเอียดอ่อน

ไมเคิล แวนซ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายข่าวกรองและการวิจัย เป็นผู้นำคณะเจรจาของสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมมากกว่า 12 คน อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าฝ่ายเมียนมาส่งตัวแทนคนใดเข้าร่วมการหารือ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการเจรจาครั้งล่าสุด แต่ระบุว่า สหรัฐฯ ติดต่อกับทุกกลุ่มในเมียนมาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ ขณะที่โฆษกของรัฐบาลเมียนมาที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพไม่ได้ตอบคำขอแสดงความคิดเห็นเช่นกัน

ด้านกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นระบุว่า ญี่ปุ่นได้ติดต่อสื่อสารกับทั้งสองฝ่ายตามความจำเป็น แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนทางการทูตเป็นการเฉพาะ

การเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนายแวนซ์พบกับมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา ที่กรุงเนปยีดอ เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยการหารือครั้งนั้นมุ่งเน้นไปที่การผลักดันให้ปล่อยตัวนักธุรกิจชาวอเมริกันคนหนึ่ง และการปิดศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปยังชาวอเมริกัน ก่อนจะเปิดโอกาสให้มีการหารือในประเด็นอื่นที่กว้างขึ้น

การกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างรวดเร็วที่กรุงโตเกียวบ่งชี้ว่า ทั้งสองฝ่ายต้องการรักษาช่องทางการติดต่อระหว่างกันไว้

แหล่งข่าวระบุว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของสหรัฐฯ คือการขอความร่วมมือจากเมียนมาในการปิดศูนย์หลอกลวงออนไลน์ ซึ่งดำเนินการฉ้อโกงหลายรูปแบบ รวมถึงการหลอกลวงให้เหยื่อหลงเชื่อในความสัมพันธ์เชิงชู้สาว โดยเครือข่ายเหล่านี้สร้างความเสียหายแก่ชาวอเมริกันรวมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นักวิจัยระบุว่า ศูนย์หลอกลวงจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังติดอาวุธที่สนับสนุนกองทัพเมียนมา และมีรายได้บางส่วนไหลเข้าสู่กองทัพ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าผู้นำเมียนมาจะจริงจังกับการบังคับใช้กฎหมายเพียงใด

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเมียนมาที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพระบุว่า กำลังเข้าร่วมความพยายามระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว

อีกประเด็นที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคยหารือคือการเข้าถึงแหล่งแร่หายาก ซึ่งเมียนมามีแหล่งแร่สำรองขนาดใหญ่ แร่เหล่านี้เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีหลายประเภท ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงกังหันลม

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยอมรับว่ายังมีอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากแหล่งแร่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธซึ่งกำลังสู้รบกับกองทัพเมียนมา ขณะเดียวกัน จีนซึ่งเป็นผู้ซื้อแร่หายากรายใหญ่จากเมียนมาอาจไม่ยอมรับการเข้ามามีบทบาทของสหรัฐฯ ในภาคส่วนนี้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ยังได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อบุตรสาวของนักธุรกิจชาวเมียนมารายหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนกองทัพเมียนมา โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางใหม่ในการดำเนินนโยบายต่อเมียนมา

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า แนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเจรจากับทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสงครามกลางเมืองในเมียนมา และจะทบทวนเครื่องมือหลากหลายรูปแบบที่สหรัฐฯ เคยใช้เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์หลักของประเทศในเมียนมา

อย่างไรก็ตาม มิน อ่อง หล่าย ยังคงอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ จากการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงบทบาทในการรัฐประหารและปราบปรามการลุกฮือของประชาชน ตลอดจนเหตุสังหารหมู่และการขับไล่ชาวมุสลิมโรฮิงญาในช่วงปี 2016–2017 ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ฮันเตอร์ มาร์สตัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบันโลวี ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในออสเตรเลีย กล่าวว่า การติดต่อระหว่างสหรัฐฯ กับเมียนมาที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นสะท้อนว่า รัฐบาลทรัมป์มองเมียนมาผ่านกรอบความสัมพันธ์ที่เน้นผลประโยชน์และการแลกเปลี่ยนเป็นหลัก มาร์สตันระบุว่า แร่สำคัญและแร่หายากที่เมียนมามีอยู่ น่าจะเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์หลักที่สหรัฐฯ ให้ความสนใจมากที่สุดในประเทศนี้

แม้ญี่ปุ่นจะเป็นสถานที่จัดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับเมียนมา แต่ยังไม่ชัดเจนว่าญี่ปุ่นมีบทบาทหรือผลประโยชน์อื่นนอกเหนือจากการเป็นเจ้าภาพหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นเคยเป็นสถานที่จัดการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณว่าญี่ปุ่นกำลังพยายามกลับมาติดต่อกับรัฐบาลเมียนมามากขึ้น โดยผู้แทนรักษาการของญี่ปุ่นประจำเมียนมาได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลเมียนมาที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมื่อต้นเดือนตุลาคม นับเป็นการพบปะอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะครั้งแรกที่มีรายงาน

การพบปะดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากฮิโรมิจิ วาตานาเบะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครัฐบาลญี่ปุ่น เดินทางเยือนกรุงเนปยีดอเมื่อเดือนกันยายน โดยหนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลเมียนมา รายงานว่า การเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูความร่วมมือทวิภาคีและกลับมาให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแก่เมียนมา

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นระบุว่า ผู้แทนรักษาการได้หยิบยกประเด็นการคุ้มครองพลเมืองญี่ปุ่นและการสนับสนุนบริษัทญี่ปุ่นขึ้นหารือ ส่วนการเดินทางของวาตานาเบะเป็นการดำเนินการในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการส่วนตัว และไม่ควรถูกตีความล่วงหน้าว่าเป็นจุดยืนของรัฐบาลญี่ปุ่น

วาตานาเบะกล่าวกับรอยเตอร์ว่า การเดินทางของเขามีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้กลับสู่ภาวะปกติ แม้ยอมรับว่ายังมีอุปสรรคหลายประการ

ญี่ปุ่นเคยประณามการรัฐประหารของกองทัพเมียนมาในปี 2021 ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของอองซานซูจี แต่ไม่ได้เข้าร่วมกับสหรัฐฯ และรัฐบาลตะวันตกหลายประเทศในการคว่ำบาตรผู้นำรัฐบาลทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ

ในอดีต ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของเมียนมา โดยพยายามรักษาอิทธิพลทางเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่แห่งสำคัญของเอเชีย ท่ามกลางการแข่งขันกับจีน บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงดำเนินธุรกิจในเมียนมา แม้ประเทศเผชิญความไม่สงบหลังการรัฐประหาร ซึ่งแตกต่างจากบริษัทตะวันตกหลายแห่งที่ถอนตัวออกไป

ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JETRO ระบุว่า ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นดำเนินธุรกิจอยู่ในเมียนมาประมาณ 300 แห่ง ลดลงจากกว่า 400 แห่งในปี 2020 ก่อนเกิดการรัฐประหาร.


ที่มา Reuters