รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตร "ศาลอาญาระหว่างประเทศ" (ICC) ทั้งองค์กร รวมถึงหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือ โดยจะห้ามมิให้ทำธุรกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังหมดช่วงผ่อนผัน 6-7 เดือน ซึ่งอาจส่งผลให้ศาลแห่งนี้เป็นอัมพาตและพังทลายลง ท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงจากกรณีออกหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกฯ อิสราเอล

ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าว 2  ราย รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อ ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ทั้งองค์กร และอาจประกาศมาตรการดังกล่าวในเร็ว ๆ นี้ 

แหล่งข่าวระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรได้ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว แม้ยังไม่มีการกำหนดวันประกาศที่แน่นอน ขณะที่เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า การตัดสินใจอาจเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้ ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก หรือในช่วงไม่กี่วันหลังจากนั้น 

ตามเอกสารที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุว่าได้ตรวจสอบ มาตรการดังกล่าวอาจห้ามการทำธุรกรรมส่วนใหญ่กับ ICC หลังจากมีช่วงผ่อนผัน 6-7 เดือน หากมีการบังคับใช้จริง มาตรการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะโดยทั่วไปห้ามพลเมืองและบริษัทสหรัฐฯ จัดหาเงิน สินค้า หรือบริการให้แก่ ICC โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ หรือ OFAC ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ 

มาตรการลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ เนื่องจากธนาคารและบริษัทต่าง ๆ มักใช้มาตรการระมัดระวังอย่างเข้มงวดเมื่อเกี่ยวข้องกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เพราะต้องพึ่งพาการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ

หากสหรัฐฯ คว่ำบาตร ICC ทั้งองค์กร ผลกระทบอาจครอบคลุมการดำเนินงานประจำวันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและประกันภัย การว่าจ้างเจ้าหน้าที่สอบสวน ตลอดจนธุรกรรมทางการเงินทั่วไป รวมถึงการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานชาวอเมริกันหลายสิบคน

ประธานศาลและนายทะเบียนของ ICC เคยเตือนว่า การคว่ำบาตรทั้งองค์กรอาจทำให้การดำเนินงานของศาลได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เอกสารที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลอ้างถึง ระบุว่า ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านการสื่อสารอาจได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังไม่ได้ยืนยันรายละเอียดของมาตรการ โดยโฆษกกระทรวงระบุเพียงว่า จะไม่เปิดเผยล่วงหน้าถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ ICC ยังไม่ได้ให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว 

ก่อนหน้านี้รัฐบาลทรัมป์ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อผู้พิพากษาและอัยการของ ICC หลายรายแล้ว แต่ยังไม่ได้คว่ำบาตรตัวองค์กรโดยตรง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรโทโมโกะ อาคาเนะ ประธาน ICC และอับดุลลาเย เซเย เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการพิจารณาคดีของศาล โดยมาตรการดังกล่าวมีผลเมื่อวันที่ 17 กันยายน 

ในเดือนกรกฎาคม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศแผนรณรงค์เพื่อแยก ICC ออกจากประชาคมระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ประเทศอื่น ๆ ถอนตัวจากศาล โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ICC ก้าวล้ำอำนาจของตนเองด้วยการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกศาล และมองว่าการใช้อำนาจดังกล่าวเป็นภัยต่ออธิปไตยของสหรัฐฯ 

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับ ICC ตึงเครียดอย่างหนัก หลังศาลออกหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และนายโยอัฟ กัลแลนต์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกี่ยวข้องกับสงครามในฉนวนกาซา

ICC กล่าวหาว่า เนทันยาฮูและกัลแลนต์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขัดขวางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่จะเข้าสู่ดินแดนปาเลสไตน์เพื่อกดดันกลุ่มฮามาส ซึ่งศาลเห็นว่าอาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทั้งสองคนปฏิเสธข้อกล่าวหา

ICC ยังเคยขอออกหมายจับผู้นำของกลุ่มฮามาสที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 แต่บุคคลที่ถูกกล่าวหาหลายคนเสียชีวิตแล้วจากการสู้รบหรือการลอบสังหาร นอกจากนี้ ICC ยังสอบสวนเบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีคลังอิสราเอล และนายอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล เกี่ยวกับบทบาทในการขยายการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งสหประชาชาติระบุว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

ICC ก่อตั้งขึ้นในปี 2002 เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยศาลระบุว่าอำนาจศาลจะถูกใช้เมื่อประเทศสมาชิกไม่สามารถหรือไม่เต็มใจดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดด้วยตนเอง

สหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ใช่สมาชิก ICC และรัฐบาลสหรัฐฯ คัดค้านการใช้อำนาจศาลกับเจ้าหน้าที่ของประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก รวมถึงการสอบสวนก่อนหน้านี้เกี่ยวกับข้อกล่าวหาการก่ออาชญากรรมสงครามของกำลังพลสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน .


ที่มา Reuters / The Wall Street Journal