ศาลแขวงกลางกรุงโซลพิพากษาจำคุก 15 ปี อดีตผู้อำนวยการสถานดูแลผู้พิการทางสติปัญญาขั้นรุนแรงในเมืองอินชอน หลังพบความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศผู้พักอาศัย 3 รายต่อเนื่องนานกว่าทศวรรษ รวมถึงทำร้ายร่างกายผู้พักอาศัย ด้านศาลสั่งห้ามทำงานในสถานดูแลเด็ก เยาวชน และผู้พิการเป็นเวลา 10 ปี หลังพ้นโทษ พร้อมคุมประพฤติอีก 3 ปี

ศาลแขวงกลางกรุงโซลของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาวันนี้ (2 ก.ย.) ให้จำคุกอดีตผู้อำนวยการสถานดูแลผู้พิการทางพัฒนาการขั้นรุนแรงเป็นเวลา 15 ปี หลังพบว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศผู้พักอาศัย 3 ราย และทำร้ายร่างกายผู้พักอาศัยภายในสถานดูแล

จำเลยซึ่งเปิดเผยเพียงนามสกุลว่า คิม เป็นอดีตผู้อำนวยการสถานดูแล "แซกดงวอน" ในเขตคังฮวา เมืองอินชอน ทางตะวันตกของกรุงโซล โดยศาลพิพากษาว่ามีความผิดในเกือบทุกข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 2012 ถึง 2025

นอกจากโทษจำคุกแล้ว ศาลยังสั่งห้ามคิมทำงานในสถาบันหรือสถานประกอบการที่ให้บริการแก่ผู้พิการ เด็ก และเยาวชนเป็นเวลา 10 ปี และกำหนดให้มีการคุมประพฤติเป็นเวลา 3 ปีหลังพ้นโทษ

ก่อนหน้านี้ อัยการขอให้ศาลลงโทษจำคุกคิมเป็นเวลา 20 ปี โดยคิมถูกจับกุมเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และต่อมาถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดี

คดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่า นายคิมอาศัยตำแหน่งหน้าที่และข้ออ้างเรื่องการดูแลและให้คำแนะนำด้านการใช้ชีวิต บังคับผู้พักอาศัยหญิง 4 รายให้มีเพศสัมพันธ์หรือทำกิจกรรมทางเพศในลักษณะเดียวกัน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของสถานดูแล ทั้งห้องพัก ทางเดิน ห้องน้ำ และบริเวณทางเดินใกล้ห้องอาหาร

ศาลรับฟังพยานหลักฐานและเห็นว่าคำให้การของเหยื่อมีความน่าเชื่อถือ โดยระบุว่า ผู้เสียหายสามารถบอกเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ ความรู้สึก และสถานการณ์ขณะเกิดเหตุได้อย่างสอดคล้องกันในลักษณะที่ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ที่ไม่ได้ประสบเหตุด้วยตนเองจะสามารถแต่งขึ้นได้

หนึ่งในเหยื่อสามารถเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศบริเวณทางเดินใกล้ห้องอาหาร รวมถึงจังหวะที่คิมหยุดการกระทำหลังได้ยินเสียงพนักงานครัวเข้ามาทำงานในช่วงเช้า ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นรายละเอียดที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือของคำให้การ

ศาลยังพิจารณาความเห็นทางการแพทย์เกี่ยวกับบาดแผลของผู้เสียหาย โดยแพทย์สูตินรีเวชให้ความเห็นว่าลักษณะบาดแผลสอดคล้องกับการบาดเจ็บและการถูกล่วงละเมิด ขณะที่ครูผู้ดูแลด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพบางราย รวมถึงฝ่ายจำเลยเอง ต่างเคยให้ข้อมูลว่าผู้เสียหายไม่สามารถร่วมกันแต่งเรื่องขึ้นมาได้

คิมปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดระหว่างการพิจารณาคดี โดยอ้างว่าคำให้การของผู้เสียหายไม่น่าเชื่อถือ และไม่สามารถระบุวันและเวลาที่เกิดเหตุได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ศาลไม่รับฟังข้อโต้แย้งดังกล่าว

ศาลระบุว่า คิมเป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานสวัสดิการสำหรับผู้พิการ ซึ่งมีหน้าที่ปกป้อง สนับสนุน และป้องกันไม่ให้ผู้พิการตกเป็นเหยื่อการละเมิด แต่กลับใช้ประโยชน์จากผู้เสียหายที่มีข้อจำกัดด้านความสามารถในการรับรู้หรือการต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศ เพื่อสนองความต้องการทางเพศของตนเอง

ศาลเห็นว่า ลักษณะความผิดมีความร้ายแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นภายในสถานที่พักพิงซึ่งควรเป็นพื้นที่ที่ผู้พิการได้รับการคุ้มครองมากที่สุด และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจต่อผู้เสียหาย ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูจากผลกระทบของเหตุการณ์

นอกจากความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศแล้ว นายคิมยังถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้พักอาศัย โดยในเหตุการณ์หนึ่ง เขาขว้างแก้วใส่ศีรษะของผู้เสียหายที่พยายามต่อต้านจนได้รับบาดเจ็บ และยังมีข้อกล่าวหาว่าใช้ไม้ตีกลองทำร้ายผู้พักอาศัยอีกราย

อย่างไรก็ตาม ศาลยกฟ้องข้อหาข่มขืนหนึ่งกระทง ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้พักอาศัยอีกรายหนึ่ง แม้ศาลจะเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความรุนแรงทางเพศและเข้าข่ายละเมิดกฎหมายสวัสดิการผู้พิการ แต่เห็นว่าอัยการไม่สามารถพิสูจน์องค์ประกอบทางกฎหมายเรื่องการใช้กำลังหรือการข่มขู่ในระดับที่เพียงพอสำหรับความผิดฐานข่มขืนได้

ศาลอธิบายว่า การมีเพศสัมพันธ์โดยที่ผู้เสียหายไม่ยินยอมเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะถือเป็นความผิดฐานข่มขืนตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยว่าจำเลยใช้กำลังหรือข่มขู่เพื่อให้ผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืนได้

ในกรณีดังกล่าว ศาลเห็นว่าคิมมีพฤติกรรมทางเพศกับผู้เสียหายขณะที่เธอกำลังหลับโดยไม่ได้รับความยินยอม แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าคิมใช้กำลังหรือข่มขู่เพื่อกระทำการดังกล่าว

โค อึน-ยอง ทนายความซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหาย กล่าวว่า คดีแซกดงวอนไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงคดีอาชญากรรมทางเพศที่ก่อโดยบุคคลเพียงคนเดียว แต่ยังสะท้อนถึงการที่การละเมิดถูกปกปิดไว้ภายในโครงสร้างขององค์กร

เธอหวังว่าคำพิพากษาครั้งนี้จะช่วยปลอบประโลมผู้เสียหายและครอบครัวได้อย่างน้อยบางส่วน และเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำให้สถานพักพิงและสถานดูแลผู้พิการในเกาหลีใต้มีความโปร่งใสและปลอดภัยมากขึ้น

ศาลยังระบุว่า ผู้เสียหายทั้งหมดที่สามารถแสดงเจตจำนงของตนเองได้ ต่างต้องการให้มีการลงโทษจำเลย และคิมไม่ได้แสดงความพยายามอย่างเพียงพอในการเยียวยาหรือฟื้นฟูความเสียหายของผู้เสียหาย แม้เหตุการณ์จะถูกเปิดเผยแล้วก็ตาม

คดีนี้จึงได้รับความสนใจอย่างมากในเกาหลีใต้ เนื่องจากสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ผู้พิการซึ่งอาศัยอยู่ในสถานดูแลและต้องพึ่งพาผู้ดูแล อาจตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดจากผู้ที่มีหน้าที่ปกป้องพวกเขาเอง.


ที่มา Yonhap / The Korea Herald / mk.co.kr