ชาวไอซ์แลนด์ลงประชามติคัดค้านการกลับมาเปิดเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอีกครั้ง หลังจากที่การเจรจาหยุดชะงักไปเมื่อ 13 ปีก่อน จากความกังวลเรื่องสิทธิ์การทำประมง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ชาวไอซ์แลนด์ออกไปลงคะแนนเสียงประชามติ เพื่อตัดสินว่า จะยอมรับหรือปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาล เรื่องการกลับมาเปิดเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) อีกครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่คัดค้านแนวคิดดังกล่าว

สถานีโทรทัศน์สาธารณะ RUV รายงานว่า จากจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงกว่า 225,000 คน มี 52.8% ที่ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาล ขณะที่ 47.2% ให้การสนับสนุน โดยมีผลต่างคะแนนห่างกันประมาณ 12,600 เสียง

รัฐบาลฝ่ายซ้ายกลางของนายกรัฐมนตรี คริสตรูน ฟรอสตัดโดตตีร์ (Kristrún Frostadóttir) เคยสัญญาว่าจะจัดให้มีการลงคะแนนเสียงประชามติภายในปี 2570 แต่กำหนดการถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่มีต่อกรีนแลนด์

อย่างไรก็ตาม การถกเถียงในประเทศเกาะที่มีประชากรเกือบ 400,000 คนแห่งนี้ กลับมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมประมงมากกว่าความกังวลด้านความมั่นคง

ด้วยจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนประมาณ 270,000 คน RUV รายงานว่าผู้ออกมาใช้สิทธิซึ่งสูงถึง 82.5% ถือเป็นสถิติสูงที่สุดในการเลือกตั้งของไอซ์แลนด์นับตั้งแต่ปี 2552

แม้ปัจจุบันไอซ์แลนด์จะเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเดี่ยว EU และเขตเสรีเชงเกนอยู่แล้ว แต่การเป็นสมาชิก EU เต็มตัวจะทำให้ไอซ์แลนด์ต้องเข้าร่วมสหภาพศุลกากร และระบบเงินยูโรในที่สุด

ไอซ์แลนด์เริ่มยื่นเรื่องสมัครเข้าร่วม EU ในปี 2552 สืบเนื่องจากวิกฤตการเงินปี 2551 และการล่มสลายของระบบธนาคารในไอซ์แลนด์ โดยกระบวนการสมัครคืบหน้าไปมากแล้ว จนกระทั่งรัฐบาลที่มีแนวคิดต่อต้าน EU ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2556 และสั่งระงับการเจรจาลง

สิทธิการทำประมงถือเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการเข้าร่วม EU ของไอซ์แลนด์ในตอนนั้น และยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้เนื่องจาก ไอซ์แลนด์เคยประสบความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อปกป้องน่านน้ำจับปลาจากชาวประมงต่างชาติในช่วง “สงครามปลาค็อด” (Cod Wars) กับสหราชอาณาจักรในยุค 70 และอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของประเทศยังคงคิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

ผู้ลงคะแนนไม่เห็นชอบจำนวนมากเกรงว่าการเป็นสมาชิก EU จะหมายถึงการต้องสูญเสียอำนาจควบคุมพื้นที่จับปลาอันมั่งคั่งเหล่านี้ตามนโยบายของสหภาพยุโรป ซึ่งมีการกำหนดโควตาปริมาณการจับปลาของประเทศสมาชิก

ขณะเดียวกัน แม้ว่าความกังวลทางเศรษฐกิจจะเป็นประเด็นหลักในแคมเปญรณรงค์ประชามติครั้งนี้ แต่ประเด็นด้านความมั่นคงก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเช่นกัน

ไอซ์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งองค์การนาโต (NATO) แต่กลับไม่มีกองทัพเป็นของตนเอง และต้องพึ่งพาพันธมิตรในการป้องกันประเทศ การเป็นส่วนหนึ่งของ EU จะช่วยให้ไอซ์แลนด์สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศร่วมกันของสหภาพยุโรปได้อย่างเต็มรูปแบบ

ไอซ์แลนด์ให้การสนับสนุนยูเครนมาโดยตลอดนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกเต็มรูปแบบ และเจ้าหน้าที่ก็แสดงความกังวลต่อการซ้อมรบทางเรือของรัสเซียที่เพิ่มขึ้นใกล้กับตัวเกาะ

ทว่าในช่วงหลังมีเรื่องที่สร้างความกังวลมากกว่าคือ การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการผนวกกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกาะในแถบอาร์กติก เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

คาทริน กุนนาร์สโดตตีร์ (Katrín Gunnarsdóttir) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของไอซ์แลนด์ กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เธอจะแสวงหาแนวทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศกับประเทศอื่นๆ หลังผลการทำประชาพิจารณ์ออกมาเช่นนี้

ขณะที่นางคริสตรูนกล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ว่า ประเด็นเรื่องการเป็นสมาชิก EU จะไม่ถูกนำกลับมาพิจารณาอีกในขณะที่รัฐบาลของเธอยังบริหารประเทศอยู่


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc