ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร กำหนดอัตราภาษี 15% สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ทำจาก "โพลีซิลิคอน" (Polysilicon) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์และแผงโซลาร์เซลล์ พร้อมกำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำ เพื่อปกป้องผู้ผลิตในอเมริกา และตั้งรับการแข่งขันที่ดุเดือดจากจีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากโพลีซิลิคอน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์หรือชิป และแผงโซลาร์เซลล์ ในอัตรา 15% พร้อมกำหนดราคาขั้นต่ำสำหรับการนำเข้าโพลีซิลิคอนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลในวันที่ 4 ธันวาคมนี้

คำสั่งของทรัมป์ดำเนินการภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้า (Trade Expansion Act of 1962) ปี 1962 ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการทางการค้าเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ หลังมีการสอบสวนผลกระทบด้านความมั่นคงจากการผลิตโพลีซิลิคอนในต่างประเทศ

ทำเนียบขาวระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปและพลังงานแสงอาทิตย์ภายในประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับจีน โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และพลังงาน

โพลีซิลิคอนเป็นซิลิคอนที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์ในระดับสูง และเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในห่วงโซ่การผลิตทั้งเซมิคอนดักเตอร์และโซลาร์เซลล์ โดยในอุตสาหกรรมชิป โพลีซิลิคอนจะถูกนำไปผลิตเป็นเวเฟอร์ซิลิคอน ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตชิป ขณะที่ในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ เวเฟอร์จะถูกนำไปผลิตเป็นเซลล์แสงอาทิตย์และประกอบเป็นแผงโซลาร์เซลล์

ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ ปล่อยให้บริษัทต่างชาติแข่งขันกับผู้ผลิตโพลีซิลิคอนในประเทศอย่างไม่เป็นธรรมมานานหลายทศวรรษ ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตโพลีซิลิคอนของสหรัฐฯ ในตลาดโลก ซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 50% ในปี 2005 ลดลงเหลือต่ำกว่า 2% ในปี 2024 ขณะที่จีนครองสัดส่วนการผลิตโพลีซิลิคอนในระดับสูงจนเกือบเป็นผู้ผูกขาดตลาดโลก

ตามคำสั่งดังกล่าว สหรัฐฯ จะกำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำไว้ที่ 21 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมสำหรับโพลีซิลิคอน, 100 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมสำหรับแท่งโพลีซิลิคอนและเวเฟอร์, 0.22 ดอลลาร์ต่อวัตต์สำหรับเซลล์แสงอาทิตย์ และ 0.38 ดอลลาร์ต่อวัตต์สำหรับแผงโซลาร์เซลล์

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จะจัดทำโครงการจูงใจสำหรับบริษัทที่ลงทุนสร้างโรงงานผลิตโพลีซิลิคอนและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีโรงงานผลิตโพลีซิลิคอนหลัก 2 แห่ง ได้แก่ Hemlock Semiconductor ในรัฐมิชิแกน ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนระหว่าง Corning กับ Shin-Etsu Handotai ของญี่ปุ่น และโรงงานของ Wacker Chemie ในรัฐเทนเนสซี

Corning ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตในสหรัฐฯ และเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ขณะที่ Wacker Chemie ระบุว่าอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

ผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในสหรัฐฯ หลายรายออกมาสนับสนุนมาตรการของทรัมป์ โดยมองว่าจะช่วยส่งเสริมการผลิตและการลงทุนภายในประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ มีโรงงานประกอบแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นหลังรัฐบาลออกมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมในปี 2022 อย่างไรก็ตาม การขยายตัวส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนการประกอบแผง ทำให้ผู้ผลิตจำนวนมากยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเวเฟอร์และเซลล์แสงอาทิตย์

มาตรการใหม่ของสหรัฐฯ ยังมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากความต้องการโพลีซิลิคอนจากอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ในปริมาณมาก ช่วยสนับสนุนการผลิตวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมชิป โดยข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระบุว่า อุตสาหกรรมชิปคิดเป็นประมาณ 2.4% ของความต้องการโพลีซิลิคอนทั่วโลก

ด้านจีนออกมาประณามมาตรการดังกล่าว โดยสถานทูตจีนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า การขึ้นภาษีจะ "สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง" ต่อการค้าระหว่างสองประเทศ และจีนจะดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องบริษัทของตน พร้อมกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าใช้อำนาจรัฐกดดันธุรกิจจีน และเตือนว่าลัทธิกีดกันทางการค้าไม่สามารถทำให้สหรัฐฯ มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นได้

มาตรการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยเฉพาะการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งอุตสาหกรรมการผลิตชิปถือเป็นปัจจัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศยังมีความขัดแย้งด้านการค้าและมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงสัปดาห์เดียวกัน จีนยังประกาศมาตรการตอบโต้หลายด้าน รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกโดรน และเปิดการสอบสวนด้านความมั่นคงเกี่ยวกับเครื่องพิมพ์และเครื่องถ่ายเอกสารนำเข้า

นักวิเคราะห์มองว่า การกำหนดภาษีโพลีซิลิคอนครั้งล่าสุดเป็นอีกหนึ่งความพยายามของรัฐบาลวอชิงตันในการลดบทบาทของจีนในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าบางรายเตือนว่า การเลื่อนการบังคับใช้มาตรการไปจนถึงเดือนธันวาคม อาจทำให้เกิดการเร่งนำเข้าสินค้าในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ก่อนที่ภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้.


ที่มา Reuters / BBC