สื่อสหรัฐฯ เผยว่า คลังขีปนาวุธสกัดกั้นและระบบป้องกันของสหรัฐฯ ลดลงกว่า 50% ถึง 80% จากระดับที่มีก่อนเกิดสงครามกับอิหร่าน และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นฟูกลับมาเท่าเดิมได้

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงานอ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ของกองทัพสหรัฐฯ ว่า กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ THAAD ไปแล้วเกือบ 4 ใน 5 หรือเกือบ 80% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนทำสงครามกับอิหร่าน ขณะที่ใช้ขีปนาวุธสำหรับระบบ Patriot ไปแล้วราวครึ่งหนึ่ง

นอกจากนั้น ขีปนาวุธยุทธศาสตร์ระยะไกลอย่าง ATACMS และ ขีปนาวุธโจมตีความแม่นยำสูง PrSM ถูกใช้งานไปจน “แทบจะหมดสต็อก” ขณะที่ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก (Tomahawk) ก็ถูกใช้ไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่งเช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอาจต้องใช้เวลานานมากกว่า 3 ปีในการฟื้นฟูคลังขีปนาวุธ THAAD และ Patriot ให้กลับมาอยู่ในระดับเดิมก่อนสงคราม เนื่องจากอัตราการผลิตในปัจจุบันทำได้เพียงไม่กี่สิบลูกต่อเดือนเท่านั้น

แหล่งข่าวบอกอีกว่า คำเตือนเรื่องอาวุธขาดแคลนจากผู้บังคับบัญชาการทหารระดับสูง รวมถึง พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจสั่งให้รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ระงับแผนการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ใส่อิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ศูนย์เพื่อการศึกษาระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ (CSIS) ประเมินว่า ก่อนที่สงครามกับอิหร่านจะเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. สหรัฐฯ มีขีปนาวุธสำหรับระบบ Patriots ประมาณ 2,200 ลูก และมีขีปนาวุธสกัดกั้น THAAD จำนวน 452 ลูก

ในขณะเดียวกัน ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในแถบตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศอ่าวอาหรับ กังวลว่าหากมีการยกระดับสงคราม การขาดแคลนระบบป้องกันภัยทางอากาศจะทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าการตอบโต้อย่างหนักจากอิหร่าน โดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ด้านโฆษกทำเนียบขาวและโฆษกกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) ออกมายืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงมีศักยภาพและยุทโธปกรณ์เพียงพอที่จะปกป้องประเทศและทำตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดีทรัมป์ พร้อมทั้งเร่งรัดให้บริษัทผู้ผลิตอาวุธขยายกำลังการผลิตอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สต็อกอาวุธที่ลดลงอย่างรุนแรงนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถของสหรัฐฯ หากต้องเผชิญหน้าหรือทำสงครามกับมหาอำนาจอื่นในอนาคต เช่น จีน รัสเซีย หรือเกาหลีเหนือ


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cnn