แม่น้ำสำคัญหลายสายในยุโรป รวมถึงแม่น้ำไรน์ มีระดับน้ำลดลงสู่จุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ หลังยุโรปเผชิญกับคลื่นความร้อนหลายระลอกและภัยแล้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 ส.ค. 2569 ว่า วิกฤตคลื่นความร้อนและภัยแล้งที่ยืดเยื้อในทวีปยุโรปส่งผลให้ แม่น้ำไรน์ (Rhine) และแม่น้ำสายสำคัญอื่นๆ ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว โดยในหลายพื้นที่ของเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ มีระดับน้ำลดต่ำลงที่สุดนับตั้งแต่เคยมีการบันทึกสถิติมา

จุดวัดระดับน้ำในเมืองโคโลญและเมืองโลบิทธ์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเยอรมนีกับเนเธอร์แลนด์ ทำสถิติระดับน้ำต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ส่วนที่เมืองคอบ (Kaub) ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญในการขนส่งทางน้ำ เรือสินค้าจำเป็นต้องลดน้ำหนักบรรทุกลงอย่างมาก เนื่องจากระดับน้ำลดต่ำ เรือบางลำต้องกระจายสินค้าไปยังเรือหลายลำเพื่อไม่ให้เรือจมน้ำลึกเกินไป ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้นและอาจเกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน

แม่น้ำอีกสายที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอย่างหนักคือ แม่น้ำดานูบ (Danube) ซึ่งระดับน้ำในประเทศเซอร์เบียและโรมาเนียลดต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพียงแห่งเดียวของฮังการีต้องลดกำลังการผลิตลง และอาจต้องหยุดทำงานหากระดับน้ำลดลงอีก

ขณะที่เซอร์เบียต้องลดการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเนื่องจากขาดน้ำในระบบระบายความร้อน ส่วนโรงงานผลิตรถยนต์ “ดาเซีย” (Dacia) และ “ฟอร์ด” (Ford) ในโรมาเนียต้องประกาศหยุดสายการผลิตชั่วคราวเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า

อีกด้านหนึ่ง แม่น้ำโพ (Po) ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในอิตาลี มีระดับน้ำลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลต้องยกระดับการเตือนภัยแล้งขั้นสูงสุด

ระดับน้ำที่ลดลงยังทำให้น้ำเค็มจากทะเลรุกทะลักเข้าสู่ปากแม่น้ำ ทำลายระบบนิเวศ และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเกษตรกรที่ไม่สามารถนำน้ำไปใช้ในการเพาะปลูกได้ด้วย

นักวิทยาศาสตร์จาก World Weather Attribution ระบุว่า แม้ปริมาณฝนอาจไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว แต่ภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น จนเกิดการระเหยของน้ำอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความต้องการใช้น้ำในภาคครัวเรือน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นในฤดูร้อน

ศูนย์ตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “โคเปอร์นิคัส” (Copernicus) ของสหภาพยุโรป เตือนว่า ความแห้งแล้งนี้ยังส่งผลให้เกิด ไฟป่าเพิ่มขึ้น ซึ่งยิ่งเร่งการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc