ปวดหัวไปตามๆกัน หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคาะตัวเลข “กำแพงภาษี” สินค้านำเข้าจากต่างแดน และภาษี “ตอบโต้” ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯกล่าวคือประเทศไหนที่นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯน้อย แต่ส่งออกไปยังสหรัฐฯมากกว่า โดนกันเป็นแถบๆ ไม่เว้น “ญี่ปุ่น” ที่อุตส่าห์เอาใจทรัมป์ ให้กลุ่มธุรกิจไปถวายบรรณาการ ประกาศแผนการลงทุนในสหรัฐฯตั้งมากมายมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ถูกตั้งกำแพงภาษีไปถึง 24%สำหรับอาเซียนก็อ่วมไม่แพ้กัน กัมพูชา 49% ลาว 48% เวียดนาม 46% และแน่นอนสำหรับประเทศไทยในฐานะพันธมิตรและเพื่อนอันยาวนาน รัฐบาลทรัมป์จัดกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากไทยให้อยู่ที่ 36%ด้วยเหตุผลว่าเป็นการตอบโต้ที่ไทยมีการบิดเบือนค่าเงินเพื่อความได้เปรียบทางการค้า มีเงื่อนไขกีดกันทางการค้า และมีการตั้งภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยำรวมกันได้เทียบเท่ากับ 72% นี่ถือว่าสหรัฐฯใจดีแล้วที่กำหนดภาษีตอบโต้เพียงครึ่งเดียว 72 หาร 2 ได้ 36ด้านรัฐบาลไทยระบุว่า ความจริงแล้วเราตั้งภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯเพียง 9% และพยายามอธิบายเรื่องแข่บ เขิ่บ อะไรสักอย่าง ที่เข้าใจได้แค่ว่า “ไม่เคยเจอสูตรคำนวณแบบนี้” แต่ผ่านมาหลายวันเข้า คำตอบก็เริ่มปรากฏออกมาแล้วจากหลายๆ ประเทศที่โดนกำแพงภาษีเช่นเดียวกันโดยงานนี้ไม่ได้มีอะไรยุ่งยาก ไม่ได้มาจากการที่สหรัฐฯดูเอกสารทางการค้าทุกแง่มุม แต่มาจากกูเกิล ดูยอดรวมการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯปี 2567 ที่ระบุว่า สหรัฐฯนำเข้าสินค้าจากไทย “63.3 พันล้าน” (63,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และสหรัฐฯขาดดุลการค้ากับไทย “45.6 พันล้าน” (45,600 ล้านดอลลาร์)จากนั้นก็เอาตัวเลข 45.6 มาหารด้วย 63.3 และเอาผลลัพธ์ที่ได้มาไปคูณ 100% ระเบิดตูมออกมาเป็น 72.0379% ซึ่งเท่ากับอัตรา 72% ที่สหรัฐฯยกเหตุผลว่า คิดคำนวณจากการที่ประเทศไทยปั่นค่าเงินและมีเงื่อนไขกีดกันการค้าต่างๆ (ลองคำนวณประเทศอื่นๆดูได้ ออกมาแบบนี้หมด)สุดท้ายคงไม่ผิดนักที่จะสรุปได้ว่า ตัวเลขกำแพงภาษีที่นายทรัมป์ประกาศออกมานั้น เกิดจากความ “ซ–ว–ย” ที่ประเทศไทยใน “ปีที่แล้ว” ทำยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯได้สูงมันก็เท่านั้น ไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไร แถมมักง่ายด้วยซ้ำไป.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม