นานมาแล้ว มีคำกล่าวที่เชื่อว่าเป็นของโจเซฟ สตาลิน อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 “คนเสียชีวิต 1 คน ถือเป็นโศกนาฏกรรม คนเสียชีวิต 1 ล้านคน ถือเป็นสถิติ”หากนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตก็เป็นเรื่องจริงที่ว่า เวลาเราทราบข่าวคนตาย 1 คน เราก็จะเห็นความเป็นมนุษย์ รับทราบเรื่องราว ที่มาที่ไปทั้งหมดจนเกิดอารมณ์สลดเศร้าเสียใจ แต่พอทราบว่ามีคนเสียชีวิต 1 ล้านคน ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะหายไป เนื่องจากเป็นตัวเลขที่เยอะเกินไปจนมองไม่เห็นภาพและไม่เกิดอารมณ์ร่วมฉันใดฉันนั้นกับสงครามยูเครน-รัสเซียที่ผ่านมาครบ 100 วัน และเห็นได้ว่า อารมณ์ร่วมของคนกำลังลดน้อยลงไปทุกขณะ บังเกิดเป็นความชาชินต่อการสูญเสียหรือความเสียหาย พร้อมกับการตั้งคำถามที่เริ่มหนาหูมากขึ้นว่า “เมื่อใดสงครามจะยุติลง” ทำไมยังไม่แพ้ชนะกันเสียทีในเชิงนโยบายแล้ว ต้องย้อนความทรงจำว่า รัฐบาลรัสเซียมีจุดยืนที่ชัดเจนในการป้องปรามอิทธิพลโลกตะวันตก และอิทธิพลทางการทหารขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือ ไม่ให้แผ่ขยายเข้ามาในดินแดนที่รัสเซียมองว่าเป็นของตัวเอง ขณะที่รัฐบาลยูเครนก็เชื่อว่า หากปล่อยเวลาผ่านไปสักทศวรรษ ย่อมถูกรัสเซียกลืนกินเป็นแน่ การรบจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสงครามทุกยุคทุกสมัยจบได้ด้วยการเจรจา เรื่องนี้ถือเป็นความจริง แต่แน่นอนทุกอย่างย่อมมีเวลา “สุกงอม” แล้วแต่ว่าฝ่ายไหนจะมองอย่างไร หากฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า ตัวเองกำลังชนะหรือมีโอกาสชนะ ก็ยากที่จะยอมรับเงื่อนไขใดๆของอีกฝ่ายได้ และเป็นที่มาของประโยคคลาสสิกที่ใครๆก็ต้องการนั่นคือ การยอมจำนนแบบไร้เงื่อนไข อันคอนดิชันนอล เซอร์เรนเดอร์ ซึ่งหมายถึงการกินรวบเพียงฝ่ายเดียว การรบเหนือดินแดนยูเครนที่กำลังดุเดือดครั้งนี้ ฝ่ายยูเครนได้ประสบความสำเร็จไปแล้วอย่างน้อย 2 แนวรบนั่นคือ การขับไล่กองทัพรัสเซียออกไปจากเมือง หลวงเคียฟ และการผลักดันกองทัพรัสเซียกลับไปยังพื้นที่พรมแดนดั้งเดิมในแนวรบเมืองคาร์คิฟ จึงย่อมเชื่อว่า การจะขับไล่รัสเซียให้ล่าถอยไปอีก ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่า กว่าแรง แล้วทำไม “ยูเครน” ถึงต้องเสียเวลามาเจรจาในเงื่อนไขที่สุ่มเสี่ยงเสียดินแดนขณะที่รัสเซียที่เสียเปรียบด้านสงครามข่าว พลาดเมื่อใดถูกกระหน่ำเมื่อนั้น ก็ได้ปรับยุทธศาสตร์การรบใหม่ โยกย้ายกำลังส่วนใหญ่ไปยังภาคตะวันออกของยูเครน และตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า จะต้องปลดปล่อย “ดอนบาส” หรือจังหวัดโดเนตสก์และจังหวัดลูฮานสก์ให้จงได้ เพื่อไม่ให้ผิดคำพูดก่อนเริ่มสงครามที่ว่า รัฐบาลรัสเซียขอรับรองความเป็นเอกราชของ 2 รัฐอิสระดังกล่าวจากสถานการณ์ที่กำลังเป็นไป พื้นที่จังหวัดลูฮานสก์ที่อยู่ในความดูแลของยูเครน เหลือไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ กองทัพรัสเซียส่งหน่วยรบเข้าตะลุมบอนในเมือง “เซเวโร โดเนตสก์” เมืองเอกของจังหวัดและหนึ่งในที่มั่นหลักแห่งสุดท้ายของกองทัพยูเครนอีกทั้งในขณะเดียวกันยังมีการตีโอบแบบคีมหนีบกินแดนเข้าไปในจังหวัดโดเนตสก์ ซึ่งมีแนวโน้มว่า ทางหลวงหลักในการส่งเสบียงสู่เมืองเซเวโรโดเนตสก์กำลังถูกตัดขาดหน่วยรบยูเครนในจังหวัดลูฮานสก์สุ่มเสี่ยงที่จะถูกปิดล้อมอย่างสมบูรณ์ ตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า ถูกขังอยู่ใน “กระเป๋า” (pocket) หรือถูกขังอยู่ใน “หม้อต้ม” (cauldron) จึงมีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า หน่วยรบยูเครนบางส่วนเริ่มสละฐานที่มั่นเพื่อรักษากำลังพลไว้ใช้ในสมรภูมิที่จำเป็นแน่นอน หากรัสเซียช่วงชิงจังหวัดลูฮานสก์มาได้สำเร็จ เป้าหมายต่อไปก็คือ การโหมกำลังเหมือนเดิมเพื่อเข้ายึดครองจังหวัดโดเนตสก์ให้ได้ทั้งหมด (ยูเครนครองพื้นที่อยู่ราว 50 เปอร์เซ็นต์ แต่มีรายงานว่า แนวรบกำลังถูกเจาะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทางตอนเหนือของจังหวัด) เมื่อรูปการณ์กำลังเป็นเช่นนี้ แล้วทำไม “รัสเซีย” ถึงต้องเสียเวลามาเจรจาในเงื่อนไขคืนดินแดนทั้งหมดให้กับยูเครนดังนั้น ห้วงเวลาสุกงอมของการเจรจาสำหรับฝ่ายรัสเซียและยูเครน “ณ เพลานี้” ย่อมหมายถึง การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพังพินาศ ย่อยยับและเห็นได้จากท่าทีของชาติตะวันตก ที่ต้องการให้รัสเซียประสบความปราชัยให้เร็วที่สุดด้วยการเร่งเครื่องการช่วยเหลือยูเครนอย่างเต็มที่ (หรือราดน้ำมันใส่กองไฟ แล้วแต่จะมอง) ไม่ว่าการยอมเจ็บ ระงับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อตัดเงินหล่อเลี้ยงสงครามของรัสเซีย หรือล่าสุดแผนการส่งมอบอาวุธหนักให้กองทัพยูเครน รถยิงจรวดแบบคล่องตัวสูง HIMARSจึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่จะมีการประเมิน “ไทม์ไลน์” ระยะเวลาสิ้นสุดสงคราม (รอบแรก?) ในเดือน ส.ค.นี้หรืออาจยืดเยื้อไปถึงสิ้นปี 2565 ซึ่งกรณีนี้ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่า ในช่วงเวลานั้นรัสเซียคงยึดดอนบาสได้สำเร็จ ไม่ก็ถูกยูเครนทำลายกำลังพลจนถึงขั้นรบต่อไปไม่ไหวแล้ว.วีรพจน์ อินทรพันธ์