สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ศุลกากรจีนเผยตัวเลขภาคการส่งออกเดือนสิงหาคม 2562 ปรับลดลง 1% จากปีก่อนหน้า นับเป็นการปรับลดลงครั้งใหญ่ต่อเนื่องจากเดือนมิถุนายน ที่ลดลงไป 1.3% ในขณะที่ตัวเลขนำเข้า หดตัวลงเป็นเดือนที่ 4 นับจากเดือนเมษายน ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่กำลังดำเนินมาถึงจุดตึงเครียด นับตั้งแต่ช่วงปี 2561ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายต่างประกาศขึ้นภาษีตอบโต้กันเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
นับเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก่อนหน้านี้ นางหยาง หยาง ที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองประจำสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ "มองจีนยุคใหม่ ความท้าทายที่สื่อไทยควรรู้” ที่ทางสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ China Media Group (CMG) จัดขึ้นที่โรงแรมอโนมา แกรนด์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยกล่าวว่า แม้ว่าเศรษฐกิจของจีน ได้รับผลกระทบแรงในครึ่งปีแรก 2562 โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือ 6.4% ซึ่งเป็นจุดต่ำที่สุดในรอบสิบปีที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจจีนยังไหว เพราะความจริงตลอดทั้งปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าจีนไม่ยอมล้ม แต่ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เองอาจจะกำลังเสี่ยงอันตรายมากกว่า
...
นางหยาง หยางเชื่อมั่นว่า สงครามการค้าจะไม่มีใครชนะ แต่ถึงอย่างไรจีนก็จะไม่ยอมแพ้ และจีนไม่กลัว เนื่องจากปัจจุบัน จีน แม้ว่าภาคส่งออกจะลดลง แต่การบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ 60.1% เป็นส่วนช่วยในการเติบโตของเศรษฐกิจจีน โดยมองว่าสงครามการค้าที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายบังคับให้จีนเข้ามาสู้ และพยายามจะขยายขอบเขตออกไป เป็นความพยายามของสหรัฐฯ ในการสกัดและปิดล้อมเศรษฐกิจจีน ทำให้จีนเป็น ‘แพะรับบาป’ ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายในของสหรัฐฯ เองมากกว่า
นับตั้งแต่สงครามการค้าเริ่มปะทุขึ้น สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน 3 รอบในปีที่แล้ว และรอบที่ 4 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา รวมเป็นมูลค่ากว่า 360,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่จีนขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ ตั้งแต่ 5% ไปจนถึง 25% เป็นมูลค่ารวมกว่า 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ด้านดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านจีน อธิบายว่า สงครามการค้าครั้งนี้ ‘จีนอาจจะเจ็บแต่ไม่ถึงฆาต’ เนื่องจากหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ จีนหันมาเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ปัจจุบันจีนได้ลดการส่งออกเหลือเพียง 19% ของ GDP โดยส่งออกไปสหรัฐฯ เพียง 18.4% และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก
...
โดยในช่วงที่เกิดสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ปรากฏว่า จีนมีการลดกำแพงภาษีกับประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าหลังจากผ่านพ้นสงครามการค้าไปแล้ว มีแนวโน้มว่าสหรัฐฯ จะไม่ได้เป็นผู้นำเดี่ยวของโลกอีกแล้ว เนื่องจากจีนมีแผนปฏิรูปภายใน ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส ตั้งแต่การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดเศรษฐกิจและส่งเสริมการแข่งขัน โดยให้เอกชนเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีนโยบายลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยให้เหตุผลในการเปิดฉากสงครามการค้ากับจีนว่า จีนทำการค้าแบบไม่เป็นธรรมและมีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งข้อกล่าวหานี้ดูเหมือนจะเป็นการพุ่งเป้าโจมตีบริษัทเทคโนโลยีการสื่อสาร "หัวเว่ย" ของจีน
หัวเว่ยเคยยอมรับว่า สงครามการค้าอาจส่งผลต่อการพัฒนาของบริษัท แต่ก็เชื่อว่าจะอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยผลิตภัณฑ์หลักของหัวเว่ยไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยลูกค้ายังคงมีความเชื่อมั่น เลือกซื้อสินค้าและบริการของหัวเว่ย ด้วยความไว้วางใจ
...
ขณะเดียวกัน นายหลิว จิงหยาง ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของหัวเว่ย ประจำภูมิภาคเอเซียนเปิดเผยว่า หัวเว่ยมีผลประกอบการในปี 2561 รวมกว่า 721,000 ล้านหยวน แม้ว่าปีนี้จะเผชิญกับวิกฤตการณ์ แต่หัวเว่ยยังโตถึง 3,000 กว่าล้านหยวน และแม้จะโดนมรสุมแต่หัวเว่ยยังไม่เปลี่ยนทิศทาง ยังคงมุ่งมั่นที่จะลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไปเรื่อยๆ
สหรัฐฯ เคยเชื่อมั่นว่า การทำสงครามการค้ากับจีนเป็นเรื่องที่ถูกต้อง สมควรต้องทำและเชื่อว่าจะสามารถชนะจีนได้อย่างง่ายๆ แต่คงลืมไปว่านโยบายเหล่านี้ทำให้เห็นว่าที่จริงแล้ว เศรษฐกิจจีนแข็งแกร่งจนน่าตกตะลึง และจากตัวเลขที่ออกมาดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิด ในขณะที่จีนเพียงแต่รอให้สถานการณ์คลี่คลายเมื่อถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงปีหน้า
ต้นเดือนตุลาคมนี้ หลายฝ่ายรอดูว่า บทสรุปของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะมีบทสรุปอย่างไร เมื่อจีนและสหรัฐฯ ตกลงที่จะเปิดการเจรจากันอีกรอบ นับตั้งแต่การเจรจาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาประสบความล้มเหลว.
ข่าวเกี่ยวข้อง
ตลาดเงินโลกระส่ำทันที ทรัมป์'ฟันยับ' ขึ้นภาษีสินค้าจีนสูงปรี๊ด อีก5%
600 บริษัทสหรัฐฯ ผนึกกำลังส่งจดหมายถึงทรัมป์ ยุติสงครามการค้า ก่อนสาย