ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General theory of relativity) ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวเยอรมัน ไอน์สไตน์ได้ทำนายไว้ 100 กว่าปีที่แล้วว่า เมื่อแสงจากดาวถูกส่งออกมา แสงจะถูกเลื่อนไปสู่ทิศทางที่มีความยาวคลื่นยืดยาวขึ้นภายใต้สนามแรงดึงดูดของหลุมดำ และดวงดาวจะปรากฏเป็นสีแดงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการเลื่อนไปทางสีแดงของความถี่เนื่องจากความโน้มถ่วง (gravitational redshift)ล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติที่สังเกตพฤติกรรมของดวงดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือก ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวของดาวฤกษ์ที่ผ่านเข้าใกล้กับหลุมดำมวลยวดยิ่งหรือหลุมดำมวลขนาดยักษ์ (supermassive black hole) พวกเขายืนยันว่าทฤษฎีดังกล่าวเป็นจริง หลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์จากหอดูดาวท้องฟ้าซีกใต้ แห่งยุโรป ได้เริ่มติดตามดูบริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยใช้ กล้องโทรทรรศน์วีแอลทีขนาดใหญ่มาก (Very Large Telescope) สังเกตการเคลื่อนไหวของดาวฤกษ์ชื่อ S2 ที่อยู่ใกล้หลุมดำมวลมหาศาลตั้งแต่ 26 ปีก่อน และหลุมดำแห่งนี้อยู่ห่างจากโลกประมาณ 26,000 ปีแสง มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 4 ล้านเท่าS2 มีวงโคจร 16 ปี นักวิทยาศาสตร์คำนวณจนรู้ว่าดาวฤกษ์ดวงนี้จะเดินทางกลับมาใกล้หลุมดำในเดือน พ.ค. ปี 2561 และพบว่าความเร็ววงโคจรของดาวเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 25 ล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่เข้าใกล้หลุมดำ ที่น่าทึ่งคือความยาวคลื่นของดาวก็ยืดออกไปขณะที่มันพยายามหลบหลีกแรงโน้มถ่วงของหลุมดำขนาดมหึมา จนเปลี่ยนลักษณะจากสีฟ้าเป็นสีแดง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หวังว่าจะใช้ทฤษฎีนี้ไปศึกษาหลุมดำอื่นๆในอนาคต.