“ทนายตั้ม” ใส่ชุดทหารเรือขี่สกูตเตอร์ พาเหยื่อแจ้งเอาผิด “บุ๋ม ปนัดดา” 3 ข้อหาหนัก ยักยอกเงินบุญ สร้างพูลวิลล่า พร้อมยื่นตรวจสอบมูลนิธิดัง หลังสงสัยเส้นเงิน

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ได้นำกลุ่มผู้เสียหายเกือบ 10 ราย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” กรณีโอนเงินบริจาคเข้าบัญชี "องค์กรทำดี โดย ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" แต่กลับพบว่าเงินถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศสร้างความฮือฮาไปทั่ว บช.ก. เมื่อทนายตั้มปรากฏตัวในลุคสวมชุดคล้ายเครื่องแบบทหารเรือสีขาว ติดหนวดปลอม สวมแว่นตาดำ และขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้าเข้ามา โดยทนายตั้มเปิดเผยติดตลกว่า สาเหตุที่ใส่ชุดนาวีมาเพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าตำรวจระบุมีทหารเรือเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไปเช่าชุดมาเตรียมไว้ แต่เมื่อวานนี้ ผบช.ก. เพิ่งแถลงยืนยันว่าไม่มีทหารเรือในสมการนี้ แต่เนื่องจากเช่ามาแล้ว หากนำไปคืนทันทีจะถูกริบเงินมัดจำ จึงตัดสินใจใส่มาตามที่เช่าไว้

ด้านตัวแทนผู้เสียหาย น.ส.เจ (นามสมมติ) ชาว จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า ตนเห็นโพสต์รับบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ผ่านสื่อและโซเชียลมีเดีย จึงเกิดความเชื่อมั่นและโอนเงินร่วมทำบุญจำนวน 100,000 บาท เข้าบัญชีองค์กรทำดี โดย ปนัดดา วงศ์ผู้ดี แต่เมื่อทราบข่าวว่าเงินบริจาคถูกนำไปสร้างพูลวิลล่าและใช้จ่ายส่วนตัว ทำให้รู้สึกช็อก ผิดหวัง เสียดายเงิน และต้องการดำเนินคดีเพื่อนำเงินคืน

ขณะที่ นายไก่ เจ้าของเพจแม่แนนน้องสมาร์ท และเพจเปี๊ยะแปดริ้ว ชาว จ.ประจวบคีรีขันธ์ เผยว่า ตนร่วมบริจาคเงินไปกว่า 70,000 บาท พร้อมส่งสิ่งของไปช่วยอีกกว่า 200,000 บาท โดยเริ่มบริจาคตั้งแต่ปี 2567 หลังเคยติดต่อไปยังมูลนิธิอื่นแล้วแอดมินตอบช้า จนได้คุยกับบุคคลชื่อ “องุ่น” จึงตัดสินใจโอนเงินให้ ที่ผ่านมายังจัดโปรโมชั่นขายของในเพจเพื่อนำกำไรมาสมทบทุน แต่วันนี้กลับพบว่าเงินถูกนำไปสร้างพูลวิลล่า ซึ่งเป็นเรื่องที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง ส่วนประเด็นที่ อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการบริจาคนั้น ตนมองว่าคนที่เคยบริจาคต่างผิดหวังซ้ำซากมาตลอด และการที่อาจารย์เบียร์ออกมาพูดก็อาจเป็นเพราะกังวลว่าจะกระทบต่อมูลนิธิที่ตนเองกำลังจัดตั้งเช่นกัน


นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียหายรายอื่นๆ อาทิ นายพัฒน์ ที่โอนเงิน 2,000 บาท เพื่อหวังได้รับเสื้อองค์กรทำดีแต่กลับเงียบหาย พร้อมระบุว่ากรณีนี้ไม่ใช่เรื่อง “คนล้มอย่าข้าม” แต่เป็นเรื่องของการหลอกลวงประชาชน เอาเงินบุญไปเปลี่ยนเป็นเงินบาป ซื้อสินค้าแบรนด์เนม และสร้างพูลวิลล่า

ขณะที่ น.ส.เอมี่ ผู้เสียหายอีกราย ถึงกับร่ำไห้เผยความรู้สึกว่าตนรักและเคารพบุ๋ม ปนัดดา มาก เคยปรึกษาคดีและร่วมทำบุญบริจาคโลงศพเรื่อยมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้สะเทือนใจและผิดหวังที่สุด

ทนายตั้ม กล่าวว่า ในวันนี้ได้พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ บุ๋ม ปนัดดา ใน 3 ข้อหาหนัก ได้แก่ ฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฟอกเงิน โดยมองว่ากรณีที่บุ๋ม ปนัดดา ชิงไปแจ้งความเอาผิดช่างเอ๋นั้นถือเป็น "การเดินเกมที่ผิดพลาด" เพราะจะกลายเป็นเหตุผลสำคัญให้พนักงานสอบสวนใช้ยื่นคัดค้านการประกันตัวต่อศาล เนื่องจากมีอัตราโทษสูง ผู้เสียหายจำนวนมาก และอาจถูกมองว่าเป็นการแจ้งความเพื่อสร้างความเสียหายต่อรูปคดี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือข่มขู่พยาน ซึ่งหลังจากนี้เชื่อว่า ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ จะแจ้งความกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ ซึ่งมีโทษจำคุกเพิ่มอีก 1-2 ปี

สำหรับข้อถกเถียงทางกฎหมายเรื่องยักยอกหรือฉ้อโกง ทนายตั้ม ชี้ว่า พฤติการณ์หลอกลวงประชาชนผ่านสื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินตั้งแต่แรก ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนสำเร็จแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องยักยอกทรัพย์ เพราะมีเจตนานำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ตั้งแต่ต้น

นอกจากคดีของบุ๋ม ปนัดดา แล้ว ทนายตั้ม ยังได้ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบมูลนิธิอื่นๆ เพิ่มเติม โดยขอให้ตรวจสอบ มูลนิธิราษฎรมนูญ หรือ ยามเฝ้าแผ่นดิน หลังพบพิรุธว่าในปี 2567 มียอดบริจาคเพียง 70,000 บาท แต่ในปี 2568 ยอดเงินบริจาคกลับพุ่งกระโดดขึ้นไปเกือบ 300 ล้านบาท และพบว่ามีการใช้จ่ายออกไปจนเกือบหมด จึงต้องการให้ตรวจสอบว่ามีส่วนต่างเงินทอนหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการพุ่งเป้าเพราะความขัดแย้งส่วนตัวกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่อย่างใด

พร้อมกันนี้ ทนายตั้ม ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบ “มูลนิธิกัน จอมพลัง” โดยระบุว่า ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังทำสำนวนอย่างเข้มข้น มีการเรียกสอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 10 ปาก เนื่องจากเคสนี้มีความซับซ้อน มีบัญชีธนาคารถึง 7 บัญชี และมีการแตกแขนงเส้นทางการเงินออกไปกว่าพันเส้นเงิน โดยพบเงื่อนงำน่าสงสัยเรื่องการจัดจ้างงานของมูลนิธิให้กับบริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ในช่วงปี 2568 ร่วม 10 บริษัท แทนที่จะสั่งซื้อจากบริษัทจำหน่ายสินค้าโดยตรง รวมถึงประเด็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นการ์ดติดตาม ซึ่งใช้เวลาราชการมารับงานและรับเงินทั้งสองทาง ตลอดจนประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลความเชื่อมโยงกับกลุ่มเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย.