ศาลพิพากษาประหาร "โกทร" อดีตนักการเมืองดัง กับพวก 4 ราย คดียิง "สจ.โต้ง" เสียชีวิต ให้การเป็นประโยชน์เหลือจำคุกตลอดชีวิต 

ห้องพิจารณา 914 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 ก.ย. ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีร่วมกันฆ่านายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรืออดีต สจ.โต้ง หมายเลขดำ อ629/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นายธนศรัณย์กรณ์ เตชะธนัตถ์โชติ ที่ 1 นายศักดิ์สิทธิ์หรือตูน ชินวงษ์ ที่ 2 นายธนภัทรหรือแนว ส่งแสง ที่ 3 นายอภิสิทธิ์หรือบาส สดชื่น ที่ 4 นายสิทธิชัยหรือจิ้มหรือจิ้น ศรีภักดี ที่ 5 นายภัทรนนท์หรืออ๊อฟ บุญชู ที่ 6 นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือโกทร อดีตนายก อบจ.ปราจีนบุรี และอดีต รมช.สาธารณสุข ที่ 7 และน.ส.มินช์ญารัศน์หรือเมย์ พชระมารกุล ที่ 8 ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-8 ตามลำดับในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ พ.ร.บ.อาวุธปืน

อัยการโจทก์ฟ้องระบุความผิดสรุปว่า คืนวันที่ 11 ธันวาคม 2567 นายสุนทร ได้สั่งให้จำเลยอื่นใช้อาวุธปืนยิงนายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ สจ.โต้ง ปราจีนบุรี 22 นัดเสียชีวิตภายในบ้าน ถ.วัดโรมันอุทิศ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ของ นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือโกทร อดีตนายก อบจ.ปราจีนบุรี และอดีต รมช.สาธารณสุข เบิกตัวพวกจำเลยที่ให้การปฏิเสธจากเรือนจำมาฟังคำพิพากษา

โดยก่อนอ่านคำพิพากษา น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมน หรือ สจ.จอย ภรรยาของ สจ.โต้ง พร้อมคนติดตามอีกกว่า 30 คน ได้เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วย ในขณะที่จำเลยทั้ง 8 คน มาห้องพิจารณาคดี พบว่านายสุนทร ใส่แว่น แต่งกายตามชุดนักโทษของเรือนจำ ตามกฎระเบียบของราชทัณฑ์ นั่งรถเข็นวีลแชร์ โดยมีลูกน้องคนหนึ่งในจำเลยเป็นผู้เข็นให้ นายสุนทรไม่ได้ใส่เครื่องพันธนาการ ก่อนยกมือไหว้ยิ้มทักทายคนที่มาร่วมรับฟังพิจารณาคดี ซึ่งคาดว่าเป็นคนรู้จักของนายสุนทร

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐาน แล้วรับฟังเป็นข้อยุติว่า เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 67 ผู้ตาย หรือ สจ.โต้ง พร้อมพวกอีกประมาณ 20 คน ได้เดินทางมาที่บ้านของจำเลยที่ 7 หรือ นายสุนทร ที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการสนับสนุนให้ภรรยาของผู้ตายลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีพยานเบิกความว่า ผู้ตายได้เข้าไปหาจำเลยที่ 7 เพียงคนเดียว ก่อนที่จำเลยที่ 7 จะลงมาจากบริเวณชั้น 2 ของบ้าน และลงมาพูดคุยกับผู้ตายในลักษณะโต้เถียงกัน จนจำเลยที่ 7 ร้องไห้ ก่อนที่ผู้ตายจะก้มกราบ ก่อนที่ผู้ตายจะเดินออกมาจากบริเวณบ้าน ระหว่างที่รอประตูรั้วเปิด ผู้ตายเปลี่ยนใจ และตัดสินใจเดินกลับเข้าไปภายในบ้านโดยใช้ประตูด้านข้างสระว่ายน้ำ พยานเบิกความอีกว่า หลังผู้ตายเข้าไปนานกว่า 20 นาที ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมากกว่า 10 นัด และมีคนตะโกนว่าผู้ตายถูกยิง จึงได้มีการตะโกนบอกฝั่งพรรคพวกของผู้ตายให้เตรียมรถนำตัวผู้ตายไปส่งที่โรงพยาบาล

แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำความผิด แต่ได้มีการนำพยานแวดล้อมจากตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบวิถีกระสุนปืน และเขม่าดินปืน ซึ่งได้นำหลักฐานที่เก็บจากกลุ่มคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และมีการจำลองการยิงในที่เกิดเหตุ หลายแบบ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า ผู้ใดเป็นคนยิงและผู้ใดอยู่ใกล้-ไกล จากระยะการยิง

จากผลการจำลองมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1, 2 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง สอดคล้องกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1, 2 ประกอบกับในร่างของผู้ตายมีกระสุน 2 แบบ ส่วนจำเลยที่ 4 อ้างว่าตัวเองไปหลบอยู่ภายในห้องเก็บของ แต่จากการจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ รวมถึงคราบเขม่าดินปืนที่ติดอยู่กับตัวจำเลยที่ 4 จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 4 อยู่ในบริเวณที่ยิงกัน และจำเลยที่ 4 เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 7 เคยสั่งว่าหากผู้ตายมาที่บ้าน “ให้ฟาดมันเลย” ทำให้เชื่อได้ว่า ตัวการร่วมกันกระทำความผิด

จากการตรวจสอบเขม่าดินปืนของจำเลยที่ 7 พิสูจน์ได้ว่า จำเลยที่ 7 ได้ใช้อาวุธปืนของจำเลยที่ 2 ที่เป็นอาวุธปืนลูกซองยาวมายิง 3 นัด ทำให้เชื่อได้ว่า ตัวการร่วมกันกระทำความผิด ใช้อาวุธปืนยิง มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่การกระทำของ 1, 2, 4, 7 ไม่เข้าข่ายการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เนื่องจากไม่ได้มีการประชุมวางแผน และผู้ตายเป็นคนเดินกลับเข้ามาหาเอง ประกอบกับจำเลยที่ 1, 2, 4 เป็นลูกน้องที่อยู่กับจำเลยที่ 7 ก่อนแล้วไม่ได้เรียกให้มารวมตัวกัน และไม่มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ จึงไม่อาจบ่งชี้ว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้า

ส่วนที่จำเลยที่ 7 อ้างว่า ตนได้ใช้อาวุธปืนยิงไปนอกบ้าน เพื่อข่มขู่ 3 นัด เป็นการยกข้ออ้างมาต่อสู้ในภายหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับเขม่าดินปืน จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง

อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 3, 5 และ 6 จะเป็นตัวการร่วมด้วยหรือไม่นั้น โจทก์มีแค่เขม่าดินปืน ผลของการตรวจสอบเขม่าดินปืน ซึ่งจำเลยที่ 3 มีเพียงคราบเขม่าดินปืนเล็กน้อย ส่วนจำเลยที่ 5 และ 6 ไม่พบคราบเขม่าดินปืน จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 3 คน ได้ร่วมลงมือและฆ่าผู้ตาย จึงมีเหตุอันสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยทั้ง 3 คน

ส่วนจำเลยที่ 8 พบว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุ ระหว่างขับรถผ่านหน้าบ้านของจำเลยที่ 7 พบว่ามีรถยนต์และคนจำนวนมากอยู่ที่หน้าบ้าน แช็ตแจ้งเตือนจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ได้รายงานหรือให้ความช่วยเหลือ พิจารณาหลักฐานทั้งหมด ไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 8 กระทำความผิด จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย

ส่วนจำเลยที่ 1-7 กระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรหรือไม่นั้น คดีนี้พยานหลักฐานของโจทก์พิสูจน์ได้ว่า จำเลยที่ 1-7 ร่วมกันฆ่าผู้ตายเฉพาะหน้า ไม่ได้มีการวางแผน และจำเลยที่ 1-7 ไม่ได้มีการประชุมรับฟังคำสั่งแบ่งหน้าที่ กระทำการสมคบคิดร่วมกันฆ่าผู้ตาย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ากระทำผิดฐานซ่องโจร

ส่วนเรื่องคำขอค่าสินไหมทดแทนจากผู้ร้อง ซึ่งคือพี่ชายของผู้ตาย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก ได้ขอค่าสินไหมทดแทนจากการทำพิธีปลงศพ โดยเป็นเงินจำนวนกว่าหนึ่งล้านบาท แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรให้จำเลยที่ 1, 2, 4, 7 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ส่วนจำเลยที่ 3, 5, 6, 8 ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้

ศาลพิพากษาการกระทำของจำเลยที่ 1, 2, 3, 4, 5, 7 ผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมตามกระทงความผิดไป ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นโทษหนักสุด ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1, 2, 4, 7 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน แต่มีเหตุให้ลดโทษ เหลือจำคุกตลอดชีวิต และให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี 

ส่วนจำเลยที่ 3 และ 5 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ให้จำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 8 เดือน ปรับ 7,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 และ 5 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญามีกำหนดไว้ 2 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 6 และจำเลยที่ 8 ส่วนข้อหาสมคบกันซ่องโจรและข้อหาอื่น ๆ ให้ยกฟ้อง

น.ส.ณภาภัช หรือ อดีต สจ.จอย ภรรยา สจ.โต้ง กล่าวก่อนฟังคำพิพากษาว่า ก่อนเดินทางมาศาลได้บอกกล่าวกับวิญญาณของ สจ.โต้ง ให้มาร่วมรับฟังคำพิพากษาด้วยกัน ส่วนการกำหนดวันประกอบพิธีฌาปนกิจศพนั้น จะต้องรอปรึกษาหารือกับครอบครัวอีกครั้ง โดยยังคงเก็บรักษาศพของ สจ.โต้ง ไว้ ณ วัดมะกอกสีมาราม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ส่วนเรื่องความปลอดภัยและการทำงานในพื้นที่ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือระแวงเหมือนช่วงแรก และเนื่องจากไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงไม่ได้ลงพื้นที่ โดยทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลลูกเป็นหลัก และยังไม่ได้วางแผนเรื่องการลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นในอนาคตแต่อย่างใด