***ภาพประกอบข่าว***
ศาลฎีกาพิพากษาประหารชีวิตแก๊งค้ายา 5 คน พัวพันค้ายาเมื่อปี 2557 นำเงินไปฟอกซื้อขายรถที่ประเทศเพื่อนบ้าน ศาลชี้เป็นภัยร้ายแรงกระทบความมั่นคงของชาติ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 ก.ย.69 ที่ห้องพิจารณา 609 ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.ปิยะฉัตร วัชรดิลก จำเลยที่ 1, นายกฤติพงศ์ อุเทนสุด จำเลยที่ 2, นายอัมพร หีมหมัน จำเลยที่ 3, นายสมบูรณ์ นิติอมรรัตน์ จำเลยที่ 4 และนายกรกช กันทะใจ เป็นจำเลยที่ 5 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สนับสนุน ช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินฯ และร่วมกันฟอกเงิน
กรณีที่ตำรวจ บช.ปส.เข้าจับกุม กลุ่มการเงินเครือข่ายยาเสพติดชายแดนไทย-เมียนมา-สปป.ลาว เมื่อปี 2562 พร้อมยึดทรัพย์สินหลายรายการ ได้แก่ บ้านพร้อมที่ดิน 4 หลัง มูลค่าประมาณ 76 ล้านบาท, คอนโดฯ 2 แห่ง มูลค่าประมาณ 3.3 ล้านบาท, รถยนต์ 3 คัน เช่น รถยนต์โตโยต้า รุ่นอัลพาร์ด, ปอร์เช่ พานาเมร่า, รถเบนซ์ 220D และรถจักรยานยนต์ 4 คัน ยี่ห้อฮาเลย์ฯ และฮอนด้า NSX มูลค่าประมาณ 2.2 ล้านบาท, ทรัพย์สินอื่นๆ ประมาณ 5 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 100 ล้านบาท จับกุมที่ หมู่บ้านหรูแห่งหนึ่งบนถนนรัชดา-รามอินทรา กทม. หลังจำเลยทั้ง 5 วางแผนแบ่งหน้าที่กันทำในการจัดหายาเสพติดและลำเลียงยาเสพติด จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่รับ เก็บรักษายาเสพติด นำยาเสพติดไปให้ผู้ที่ต้องการยาเสพติดโดยมีจำเลยที่ 2 และ 3 ทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 และทำธุรกรรมทางการเงิน ส่วนจำเลยที่ 4 และ 5 ช่วยเหลือสนับสนุน โดยนำเงินที่ได้จากการขายยาเสพติดไปดำเนินกิจการซื้อขายรถยนต์ที่เมียนมา เพื่อเป็นการซุกซ่อนและปกปิดแหล่งที่มาอันเป็นการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
จำเลยทั้ง 5 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1-5 กระทำความผิดตามฟ้อง ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้ง 5 ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยที่ 2-5 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือนก.พ. 2557 ผู้ต้องหาในคดีค้ายาเสพติดที่ยังหลบหนีและไม่ได้นำตัวมาฟ้องร่วมกันมียาเสพติดประเภทที่ 1 รวม 5.2 ล้านเม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงให้ลงโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2-5 ทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และ 3 พยานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าสมคบกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 5 เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับโอนเงินค้ายาเสพติดจากจำเลยที่ 1 เป็นขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่และพยายามปิดบังเส้นทางการเงิน เป็นการกระทำความผิดมูลฐานปกป้องแหล่งที่มาของทรัพย์สิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อฎีกาของจำเลยที่ 2-5 ฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้ง 5 สมคบกับผู้ต้องหาที่หลบหนีร่วมกันมียาเสพติดเมตแอมเฟตามีน 5.2 ล้านเม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หากแพร่กระจายเข้าสู่ชุมชนจะเป็นบ่อเกิดของปัญหาอาชญากรรม และทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ถือเป็นภัยร้ายแรงทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ
พิพากษาว่า จำเลยทั้ง 5 กระทำความผิดเป็นกรรมเดียวมีความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมตแอมเฟตามีนที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์