ตำรวจไซเบอร์ เปิดปฏิบัติการบุกค้นเป้าหมาย 3 จุด ทลายขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกนักศึกษาสาว โอนเงินกว่า 3.6 ล้านบาท อ้างเป็นพนักงานเครือข่ายมือถือ โทร.หาเหยื่อออกอุบายพัวพันคดีฟอกเงิน ให้ผู้เสียหายโอนเงินตรวจสอบยืนยันความบริสุทธิ์ หลงเชื่อมีทั้งโอนและถอนเงินสด รวมมูลค่าความเสียหาย 3,617,000 บาท แฉมีบอสชาวจีน อยู่เบื้องหลัง เป็นผู้สั่งการและคอยรับผลประโยชน์
เมื่อวันที่ 27 ส.ค.69 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สนง.ผบ.ตร. ช่วยราชการ บช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.ขจร อบทอง รอง ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.มนต์ชัย บุญเลิศ ผกก.2 บก.สอท.2 พ.ต.ท.เอกภณ คญญาพงศ์ รอง ผกก.2 บก.สอท.2 พ.ต.ท.วชิรศักดิ์ คชน่วม รอง ผกก.2 บก.สอท.2 พ.ต.ท.สุกิจ เพชรนิล รอง ผกก.2 บก.สอท.2 พ.ต.ท.ไกรพล แสงดึก รอง ผกก.2 บก.สอท.2 พ.ต.ท.หญิง อรวรรณ พลายทอง สว.กก.2 บก.สอท.2
นำกำลังพร้อมนำหมายค้นศาล เปิดปฏิบัติการบุกค้นเป้าหมาย 3 จุด ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ 1 จุด และในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร 2 จุด ทลายขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกนักศึกษาสาวสูญกว่า 3.6 ล้านบาท
โดยจุดแรกชุดสืบสวนนำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 508/2569 ค้นบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ หมู่ 2 ภายในซอยมณฑาทิพย์ 1 แยก 7 ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
จุดที่ 2 นำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 524/2569 ค้นบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 3 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
ส่วนจุดที่ 3 นำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 525/2569 ค้นบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ที่ 2 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. กล่าวว่า ในการเปิดปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้เสียหายเป็นหญิงและเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากคนร้ายในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างตัวว่าเป็นพนักงานผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือของเครือข่ายมือถือรายหนึ่ง
แจ้งผู้เสียหายว่ามีผู้นำหมายเลขบัตรประชาชนไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์ไปใช้ในการกระทำผิด จากนั้นได้โอนสายให้พูดคุยไปยังคนร้ายที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจของ สภ.เมืองเลย แจ้งให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนทางไลน์ในการติดต่อ โดยออกอุบายว่าได้จับกุมผู้ต้องหาในคดีฟอกเงิน โดยให้การซัดทอดว่าทางผู้เสียหายขายบัญชีธนาคารให้บุคคลอื่นนำไปใช้ในการกระทำผิดและจะต้องถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการฟอกเงิน
ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวในความผิดตามที่คนร้ายข่มขู่ จากนั้นให้ผู้เสียหายแสดงบัญชีทรัพย์สินทางธนาคารทั้งหมด เพื่อตรวจสอบหากไม่ได้กระทำผิดจะดำเนินการคืนยอดเงินทั้งหมด โดยให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีที่อ้างว่าเป็นบัญชีธนาคารกลางของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ด้วยความตกใจและเกรงว่าจะมีความผิดจึงยอมโอนเงินจากหลายบัญชี รวมยอดกว่า 8.5 แสนบาท
หลังจากโอนเงินไปแล้วคนร้ายได้ออกอุบายซ้ำอีกครั้งว่าให้ผู้เสียหายไปขอเงินจากพ่อและแม่ เพื่อโอนไปตรวจสอบกับบัญชีธนาคารกลางของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) เพิ่มเติมอีก โดยคนร้ายยังกำชับแจ้งผู้เสียหายว่า ห้ามไม่ให้บอกพ่อกับแม่หรือเพื่อนคนใดอย่างเด็ดขาดว่ามีการโอนเงินมาตรวจสอบ
อีกทั้งคนร้ายได้เสนอวิธีให้ใช้ลักษณะของการขอทุนจากมหาวิทยาลัย ซึ่งคนร้ายอ้างว่ารู้จักกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย จะให้อาจารย์คนดังกล่าวทำหนังสือขอทุนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศออสเตรเลีย ต้องใช้เงินประมาณ 2-3 ล้านบาท
ก่อนทางผู้เสียหายตัดสินใจเลือกใช้วิธีขอเงินจากพ่อให้โอนมาเข้าบัญชีตัวเองจำนวน 2.7 ล้านบาท จากนั้นได้ทยอยโอนเงินเข้าบัญชีคนร้าย เนื่องจากไม่สามารถโอนเงินเกินยอด 2 ล้านบาทต่อวัน
โดยโอนในรอบแรกไปจำนวน 1.1 ล้านบาท ในส่วนที่ยอดเงินที่เหลืออีก 1.6 ล้านบาทคนร้ายได้ให้ผู้เสียหายถอนเงินสดออกจากบัญชีที่หน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร ภายในห้างแห่งหนึ่งย่านศรีนครินทร์ ก่อนคนร้ายนัดหมายให้ส่งมอบเงินในจุดที่ใกล้กับธนาคาร โดยได้เปิดห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เพื่อรอส่งมอบเงินให้คนร้าย ซึ่งรวมยอดเงินที่ให้คนร้ายไปทั้งสิ้น 3,617,000 บาท ก่อนจะรู้ตัวว่าถูกหลอกลวง จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายนี้
ต่อมา พ.ต.อ.มนต์ชัย บุญเลิศ ผกก.2 บก.สอท.2 พร้อมทีมสืบสวน กก.2 บก.สอท.2 ได้ทำการสืบสวนแกะรอยจนทราบว่าแก๊งมิจฉาชีพรายนี้เป็นกลุ่มขบวนการใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องในการกระทำผิดหลายราย มีทั้งชาวจีน ชาวเวียดนามและคนไทย มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ อาทิ คนรับเงินสด คนจัดหารถไปรับเงิน และกลุ่มบัญชีม้ารองรับการโอนเงินจากผู้เสียหาย โดยมีบอสชาวจีนเป็นผู้สั่งการและคอยรับผลประโยชน์
ทางชุดสืบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลจังหวัดสมุทรปราการออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายนี้รวม 8 ราย และออกหมายค้นเป้าหมายเข้าจับกุมผู้กระทำผิดไว้ได้แล้ว 4 ราย ประกอบด้วย MR. QUOC NAM NGUYEN อายุ 38 ปี สัญชาติเวียดนาม และ MR.HUY TAN NGUYEN อายุ 26 ปี สัญชาติเวียดนาม พร้อมตรวจยึด พาสปอร์ต 2 เล่ม, โทรศัพท์มือถือ 8 เครื่อง ซึ่งทั้งสองรายจับกุมได้ที่บ้านพักในพื้นที่จ.สมุทรปราการ
น.ส.ดลภัค พลขันธ์ หรือเจ้นิด อายุ 49 ปี ชาว จ.สมุทรสาคร จับกุมได้ที่บ้านพักในอ.เมืองสมุทรสาคร พร้อมตรวจยึดเงินสด 792,690 บาท โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 12 เล่ม และเอกสารการทำธุรกรรมทางธนาคารอีกจำนวนหนึ่ง และนายฐิติกาล ยิ้มฟุ้งเฟื่อง อายุ 25 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ จับกุมได้ในพื้นที่อ.เมืองสมุทรปราการ ส่วนที่เหลืออีก 4 ราย อยู่ระหว่างติดตามตัว
รอง ผบช. กล่าวต่อว่า จากพยานหลักฐานพบว่าชาวเวียดนามทั้งสองคนทำหน้าที่รับเงินสดจากผู้เสียหายเพื่อนำส่งให้บอสชาวจีน ส่วนนายฐิติกาล ทำหน้าที่บัญชีม้า ซึ่งหลังจากมียอดเงินเข้ามาในบัญชี จะคอยถอนเงินเพื่อนำไปซื้อสินค้าหลายประเภท เช่น เหล้า บุหรี่ ครั้งละมูลค่าหลายแสนบาทเพื่อส่งต่อให้ น.ส.ดลภัค เพื่อนำไปขายเปลี่ยนเป็นเงินสด
ส่วน น.ส.ดลภัค เบื้องต้นยังให้การอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องในกลุ่มขบวนการนี้ แต่ชุดสืบสวนมีหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่า น.ส.ดลภัค มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการนี้ในการนำผลประโยชน์ไปให้กับผู้สั่งการชาวจีน ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลุ่มขบวนการนี้มีการวางแผนในการอำพรางเส้นทางการเงินและปกปิดให้ยากต่อการติดตามจับกุม
โดยดำเนินคดีทั้งหมดในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน“