ตำรวจชุดสืบสวน บก.ตม.3 บุกค้นบริษัทรับยื่นวีซ่าปลอมเอกสาร สเตตเมนต์ (Bank Statement) พบมีลูกค้ากว่า 400 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 16 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 (บก.ตม.3) พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร รอง ผบก.ตม.3 พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการแหล่งทำเอกสารการเดินบัญชีธนาคารปลอม
พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ กล่าวว่า ในคดีนี้สืบเนื่องจาก ตำรวจชุดสืบสวน บก.ตม.3 ได้รับการประสานจากสถานเอกอัครราชทูตของประเทศแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป หลังพบผู้มีสัญชาติไทยที่ยื่นคำร้องในการขอตรวจลงตราเพื่อเดินทางเข้าประเทศหลายราย ใช้เอกสารประกอบคำร้องโดยเฉพาะในส่วนของรายงานการเดินบัญชีธนาคาร (Bank Statement) มีข้อพิรุธและเข้าข่ายเป็นเอกสารปลอม
ต่อมา พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ พร้อมชุดสืบสวนจึงทำการสืบสวน จนพบเบาะแสว่าแหล่งที่ทำเอกสารปลอมอยู่ในย่านสายไหม กรุงเทพฯ จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญามีนบุรี ออกหมายค้นที่ ค315/2569 เข้าตรวจค้นสำนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเปิดดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการยื่นขอวีซ่า ถนนสุขาภิบาล 5 แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา
ผลการตรวจค้นสามารถยึดคอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง ตรายางปลอมของธนาคารและหน่วยงานต่างๆ พร้อมเอกสารทางการเงินปลอมรวมกว่า 20 ฉบับ อาทิ หนังสือรับรองเงินเดือน รายการเดินบัญชี จึงเชื่อได้ว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการจัดทำเอกสารปลอมเพื่อประกอบคำร้องขอตรวจลงตราสำหรับเดินทางไปต่างประเทศให้แก่ลูกค้าคนไทยจำนวนมาก
โดยชุดสืบสวนได้นำเอกสารจากสถานเอกอัครราชทูตไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับข้อมูลจริงของธนาคารเจ้าของบัญชี พบความผิดปกติในลักษณะเดียวกันรวม 5 ราย คือ ชื่อผู้ยื่นเอกสาร ไม่ตรงกับชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารตัวจริง และรายการเดินบัญชีในเอกสารที่ยื่นถูกแก้ไขดัดแปลง ไม่ตรงกับข้อมูลที่ธนาคารยืนยัน อีกทั้งผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ยื่นคำร้องทั้ง 5 ราย ใช้หมายเลขบัตรเครดิตของธนาคารต่างประเทศ ใบเดียวกันในการชำระค่าใช้จ่าย จึงเตรียมขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง
พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร กล่าวว่า จากการสืบสวนในเบื้องต้นพบลูกค้าตกเป็นเหยื่อมากกว่า 400 ราย โดยบริษัทดังกล่าวจะคิดราคาค่าบริการรายละ 40,000 บาท รวมเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 16 ล้านบาท ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐาน “ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265 และ 268 และความผิดฐาน “ปลอมดวงตรา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 และ 252 โดยทางชุดสืบสวนได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สน.สายไหม และเตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป