ตำรวจไซเบอร์ ล่าคนร้ายฉกข้อมูลขายดาร์กเว็บ แกะรอยไอพีบุกค้นบ้านเป้าหมาย 2 จังหวัด แพร่-ปทุมธานี รวบเยาวชนเค้นสอบ พบหลักฐานสำคัญ จ่อขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการ


จากกรณีที่นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มอบหมายให้ผู้แทนเดินทางมาร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อให้ตำรวจไซเบอร์ ดำเนินการสืบสวนติดตามหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังพบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล มีต้นทางมาจากระบบของกรมการขนส่งทางบกและกรมการปกครอง โดยเบื้องต้นตรวจพบ IP ต้องสงสัยที่มีพฤติกรรมการสืบค้นข้อมูลผิดปกติจาก 3 แหล่งบัญชีผู้ใช้งาน ได้แก่ เทศกิจเขตบางกอกน้อย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และกองกำลังสุรสีห์ ก่อนที่กระทรวงคมนาคมได้สั่งระงับการใช้งานของทั้ง 3 หน่วยงานชั่วคราว พร้อมประสานตำรวจไซเบอร์เข้าตรวจสอบบัญชีที่มีการค้นหาข้อมูลของบุคคลสำคัญ รวมถึงให้หน่วยงานที่เชื่อมต่อข้อมูลผ่านระบบ e-Service ของกรมการขนส่งทางบก ทำการรีเซ็ตรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดเพื่อป้องกันความเสียหาย


ต่อมา พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท.ได้สั่งการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลคดีนี้โดยเฉพาะ พร้อมมอบหมายให้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. รับหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดสืบสวน โดยชุดสืบสวนได้เชิญเจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้รับผิดชอบดูแลระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของทั้งสองหน่วยงาน เข้ามาสอบปากคำอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบที่มาที่ไป ร่องรอยการเข้าถึงระบบ


นอกจากนี้ทางชุดสืบสวนได้แกะรอยจนพบว่าคนร้ายไม่ได้เจาะระบบฐานข้อมูลโดยตรง แต่แฮ็กบัญชีผู้ใช้งาน หรือ User ที่มีสิทธิเข้าถึงระบบ แล้วใช้บัญชีนั้นดึงข้อมูลออกมา ก่อนนำข้อมูลบุคคลสำคัญไปแสดงเพื่อยืนยันว่ามีข้อมูลจริง และนำไปซื้อขายผ่าน Dark Web, Telegram หรือ Discord


ขณะเดียวกันชุดทำงานได้ตรวจสอบต้นทางของ IP ที่เข้ามาในระบบ พบต้นทางระบุในพื้นที่ จ.แพร่ และจ.ปทุมธานี จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจค้นบ้านพักเป้าหมายทั้งสองจุด พร้อมเชิญตัวผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเยาวชนมาทำการสอบสวน ซึ่งเบื้องต้นได้ข้อมูลสำคัญ และตรวจค้นพบหลักฐานสำคัญทางไอที ที่บ่งชี้ว่ามีส่วนในการกระทำความผิด เพื่อหาความเชื่อมโยงไปยังผู้เกี่ยวข้อง


ความคืบหน้าล่าสุดในเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 ส.ค.2569 ที่ห้องประชุมกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี1 (บก.สอท.1 ) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. หัวหน้าชุดสืบสวน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท. 1 ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ติดตามความคืบหน้าในคดีนี้โดยใช้เวลาประชุมนานราว 1 ชั่วโมง

     

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนของ บช.สอท. โดยมี พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. เป็นหัวหน้าคณะทำงาน โดยเป็นการเรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายสอบสวน และสืบสวน สอบสวน ซึ่งเบื้องต้นได้มีการเข้าค้นเป้าหมายแล้วจำนวน 2 จุด และได้ข้อมูลพอสมควร รวมถึงตรวจยึดคอมพิวเตอร์ มาตรวจสอบ ซึ่งนอกจากจุดที่เข้าแล้วยังพบข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งการจ้างวานที่ให้ทำ และตัวการสำคัญ ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล ทั้งนี้ขอยืนยันว่าฐานข้อมูลของหน่วยงานยังไม่มีการรั่วไหล แต่ผู้กระทำผิดใช้ยูสเซอร์ และพาสเวิร์ด รายบุคคลที่มีสิทธิ์เข้าถึงฐานข้อมูลได้เท่านั้น



พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวที่มีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยมาและมีการตรวจยึดอุปกรณ์มาทำการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลาในการตรวจพิสูจน์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าใครเกี่ยวข้องบ้างก็ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด


ส่วนที่มีข่าวว่าทาง สอท. ได้มีการเชิญผู้ต้องสงสัยที่เป็นเยาวชนชายรายหนึ่งมาพูดคุยแล้ว ส่วนนี้ยืนยันว่าเราได้ทำงานตามข้อกฎหมาย ป.วิอาญา ถึงแม้จะเป็นเยาวชนเราก็มีวิธีการพูดคุยแต่ไม่ได้มีการควบคุมตัว ในส่วนทั้ง 2 จุดที่เข้าค้นเบื้องต้นพบว่ายังไม่มีการเชื่อมโยงกัน ส่วนตัว ต้องบอกว่าขบวนการแบบนี้เกิดขึ้นสำหรับผู้ที่มีความหลงใหลที่จะสืบค้นข้อมูล ซึ่งก็จะมีกลุ่มพูดคุยในสื่อออนไลน์ เทเลแกรม หรือดิสคอร์ด ที่มีการแชร์แลกเปลี่ยนข้อมูลกันเพื่อหาช่องโหว่ของยูสเซอร์ หรือ รหัส และเป็นเพียงกลุ่มคนที่ชื่นชอบเท่านั้น


พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งนี้ฝากประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ปกครอง ซึ่งอาจจะไม่รู้ว่าลูกของท่านกำลังทำอะไร ให้ตักเตือนหรือบอกให้ทราบถึงโทษที่อาจจะได้รับ แต่ที่น่ากังวลมากกว่าคือผู้ใหญ่ที่ให้การส่งเสริมหรือยุยงให้เด็กกระทำการแบบนี้ไม่สมควรเป็นอย่างมาก