“เอิร์ธ ธนารัตน์” เข้าให้ข้อมูลตำรวจไซเบอร์ เผยปัญหาข้อมูลรั่วไหลขยายวงกว้าง ครอบคลุมทั้ง 19 กระทรวง พร้อมยืนยันไม่มีเจตนาทางการเมือง ขณะที่ ผบก.สอท.1 เผยสอบปากคำในฐานะพยาน ยังไม่มีการดำเนินคดี

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 ส.ค.69 ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Dome Cloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พ.ต.อ.รชตโชค ลีวาณิชคุณ รอง ผบก.สอท.1 พ.ต.อ.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผกก.1 บก.สอท. และพนักงานสอบสวน บก.สอท.1 เพื่อให้ข้อมูลกรณีพบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ทั้งรูปถ่ายติดบัตรประชาชน ข้อมูลทะเบียนรถ และข้อมูลของบุคคลระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รวมถึงประชาชนจำนวนมาก
     
นายธนารัตน์ เผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ให้ข้อมูลทางโทรศัพท์กับตำรวจไปแล้ว และยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจที่ถูกเรียกเข้าพบ เพราะมองว่าอาจนำไปสู่การดำเนินคดี แต่ยืนยันว่าการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้เกิดจากความพยายามแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหลายครั้ง ทั้งยื่นเรื่องผ่านกรรมาธิการด้านดิจิทัลฯ และหน่วยงานรัฐ แต่เรื่องกลับเงียบ แม้เวลาผ่านไปกว่า 2 เดือน กระทั่งพบข้อมูลรั่วไหลรอบใหม่ที่มีภาพถ่ายใบหน้า




จึงตัดสินใจเผยแพร่ข้อมูลของบุคคลระดับสูงเพื่อให้เกิดการตื่นตัว ไม่ได้มีเจตนาทางการเมือง ส่วนปัญหาข้อมูลรั่วไหลขยายวงกว้าง ครอบคลุมทั้ง 19 กระทรวง และสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ รวม 20 หน่วยงาน ซึ่งพบว่ามีเว็บไซต์รวบรวมรหัสผ่านที่รั่วไหลเพื่อนำไปขาย ขณะที่ตนเคยแจ้งปิดช่องโหว่อย่างเป็นทางการแล้ว 3 หน่วยงาน ได้แก่ สปสช. และภาคเอกชนอีก 2 แห่ง
      
ขณะนี้พบข้อมูลรั่วไหลของคนไทยกว่า 500,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากรหัสผ่านของเจ้าหน้าที่รั่วไหล เพราะคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์ ไม่ใช่การแฮ็กระบบโดยตรง ก่อนถูกนำไปรวบรวมและจำหน่าย เมื่อผู้ซื้อได้รหัสผ่านก็จะทดลองเข้าสู่ระบบ หากพบข้อมูลที่มีมูลค่า จะสร้าง API ดึงข้อมูลออกไปขาย

สำหรับข้อมูลของ สปสช. สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้จำนวนมาก ทั้งเลขบัตรประชาชน ข้อมูลทะเบียนบ้าน เลขบัตรประชาชนของบิดามารดา ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเป็นแผนผังครอบครัวได้ รวมถึงพบข้อมูลทะเบียนรถและภาพถ่ายใบหน้า จึงตั้งคำถามถึงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลของหน่วยงานรัฐ พร้อมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่การตั้งรหัสผ่าน แต่รวมถึงการเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น โดยพบข้อมูลบางส่วนรั่วไหลทั้งที่เก็บไว้นานกว่า 5 ปี
     



นายธนารัตน์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลของบุคคลสำคัญมักถูกนำมาใช้เป็นตัวอย่างเพื่อเพิ่มมูลค่าในการซื้อขาย และปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้ว จึงอยากให้ทุกหน่วยงานเร่งยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล และบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดกว่าการปิดระบบเพียงอย่างเดียว
     
เมื่อถามถึงกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มองว่าอาจมีนัยทางการเมืองนั้น นายธนารัตน์ กล่าวว่า เข้าใจที่หลายคนจะมองเช่นนั้น เพราะข้อมูลที่เผยแพร่เป็นบุคลากรในหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย แต่ยืนยันว่าไม่มีเจตนาทางการเมือง ขณะที่กรณีกรมการปกครองเตรียมดำเนินคดี ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย และยอมรับว่าเคยถูกแจ้งความในลักษณะเดียวกันมาแล้วจากกรณีข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล


โดยจุดเริ่มต้นของการติดตามปัญหานี้ เกิดจากการตรวจสอบระบบบัตรเลือกตั้ง ก่อนได้รับข้อมูลจากบุคคลนิรนามว่ามีการซื้อขายสมุดบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงขยายผลตรวจสอบต่อ และพบว่ามีข้อมูลจากหลายหน่วยงานถูกนำออกมาจำหน่าย จึงตัดสินใจออกมาเปิดเผยและผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
     
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกรมการปกครอง รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าแจ้งความกับ บก.สอท.1 แล้ว โดยเป็นการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลรั่วไหล ไม่ได้ระบุชื่อบุคคลใด ขณะที่การเชิญ “คุณเอิร์ธ” มาในวันนี้ เป็นเพียงการสอบปากคำในฐานะพยาน และยังไม่มีการดำเนินคดี ส่วนแนวทางการก่อเหตุ 

จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า คนร้ายไม่ได้เจาะระบบฐานข้อมูลโดยตรง แต่แฮ็กบัญชีผู้ใช้งาน หรือ User ที่มีสิทธิเข้าถึงระบบ แล้วใช้บัญชีนั้นดึงข้อมูลออกมา ก่อนนำข้อมูลบุคคลสำคัญไปแสดงเพื่อยืนยันว่ามีข้อมูลจริง และนำไปซื้อขายผ่าน Dark Web, Telegram หรือ Discord โดยขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ร่วมกับ PDPC / สกมช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบ Log File และเส้นทางการเข้าถึงระบบ รวมถึงตรวจสอบว่าเจ้าของบัญชีผู้ใช้ถูกแฮ็กหรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่
     
อีกทั้งสิ่งที่ตำรวจไซเบอร์กังวลมากที่สุด คือการที่ข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกนำไปใช้โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อนำรายละเอียดของเหยื่อมาใช้หลอกลวงแบบเจาะจง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อได้ง่าย 




ทั้งนี้ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ฝากเตือนไปยังประชาชนว่า หากได้รับโทรศัพท์จากผู้ที่อ้างเป็นหน่วยงานต่าง ๆ และสามารถบอกรายละเอียดส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง อย่าเพิ่งหลงเชื่อหรือปฏิบัติตามคำสั่ง ให้รีบวางสายและโทรศัพท์กลับไปตรวจสอบกับหน่วยงานนั้นโดยตรง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
      
เมื่อถามว่าหน่วยงานไหนจะเป็นผู้ดูแลเรื่องป้องกันเป็นหลักนั้น พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า มีหลายหน่วยงานร่วมรับผิดชอบด้านการป้องกัน ทั้ง สกมช. และ สคส. ขณะที่ตำรวจไซเบอร์มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย สืบสวน สอบสวน และติดตามจับกุมผู้กระทำผิดเมื่อเกิดเหตุขึ้น