MG3 รุ่นแรก เป็นรถเล็กราคาประหยัดที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2558 และได้รับความนิยมพอสมควร จากค่าตัวที่พอจะจับต้องได้และช่วงล่างที่เน้นขับสนุก สำหรับรถ New MG3 รุ่นใหม่ ที่จะเปิดตัวในไทยเร็วๆ นี้ ตามสไตล์ของแบรนด์จีน ก็ต้องมีพรีวิว ทดสอบและเปิดตัวตามลำดับเพื่อเป็นการกระจายข่าวสารให้มีความต่อเนื่อง รถทดสอบ MG3 รุ่นใหม่พลังไฮบริด มีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงอคติทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในรถ MG3 รุ่นแรก จากที่เคยมีเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังค่อนข้างโบราณ New MG3 รุ่นใหม่ กลายเป็นรถเล็กที่มีประสิทธิภาพเกือบจะดีที่สุดในด้านความประหยัดจากระบบส่งกำลัง Hybrid+ ขับสนุก ออปชันที่ใส่มาให้ก็เยอะใช้ได้ 

...

กระแสประหยัดพลังงาน ทำให้ SAIC ปรับแต่ง MG3 2024 จนกลายร่างเป็นรถไฮบริด HEV เต็มรูปแบบ เป้าหมายในการแข่งขันจึงมุ่งไปที่เจ้าตลาดอย่าง Toyota ที่มีรถเล็กเจ้าตลาดอีโคคาร์อย่าง Yaris Ativ และ Yaris Hatchback รวมถึง Honda City Hatchback e-HEV ซึ่งเป็นตัวเลือกในอันดับต้นๆ สำหรับคนที่ต้องการรถขนาดเล็กที่ประหยัดเชื้อเพลิง แต่ไม่อยากได้รถยนต์ไฟฟ้า 100% เนื่องจากไม่สามารถชาร์จไฟในที่พักได้ (อยู่คอนโดฯ หรืออพาร์ตเมนต์)

...

...

...

New MG3 Hybrid+ มีการปรับแต่งให้ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันของคนเมือง ที่ต้องการยานพาหนะส่วนตัวขนาดกะทัดรัด ประหยัดน้ำมัน มีทุกอย่างครบครัน ภายในไม่คับแคบ พื้นที่เก็บสัมภาระใกล้เคียงกับ Toyota Yaris Hatchback พื้นที่เบาะหลังปรับพับได้เพื่อเพิ่มความจุสัมภาระ รูปทรงของรถรุ่นใหม่ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ MG3 รุ่นเก่า เป็นการออกแบบใหม่หมดทั่วทั้งคัน ด้านหน้าที่ยาวขึ้นของ New MG3 กันชนออกแบบช่องรับอากาศใต้กระจัง ทำให้ส่วนหน้าดูบีบลงเล็กน้อยจากงานดีไซน์รายละเอียดของกันชน (ซึ่งน่าจะทำได้ลงตัวมากกว่านี้) กระจังหน้าแบบตะแกรงสีดำอยู่ในชุดกันชนหน้าที่คลุมส่วนหน้าของรถทั้งหมด ไฟหน้า LED มีไฟหรี่กลางวัน Daytime Running Light

ด้านข้างตัวถังคล้ายกับ Audi A1 ด้วยทรงแบบแฮตช์แบ็ก 5 ประตู ซุ้มล้ออวบบวมเหมือนมีโป่งซุ้มล้อ ขอบประตูสีดำ เสาหน้าบางเฉียบแต่เสาท้ายค่อนข้างใหญ่ มือจับที่เปิดประตูสีเดียวกับตัวถัง บั้นท้ายของ New MG3 Hybrid+ ออกแบบได้อย่างลงตัว ไฟท้าย LED ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยมือ และออกแบบให้เปิดได้ในมุมยกที่สูงมากพอ กระจกบานฝาท้ายมาพร้อมกับใบปัดน้ำฝนด้านหลัง ขอบด้านบนของฝาท้ายตกแต่งด้วยพลาสติกสีเดียวกับตัวถัง กึ่งกลางด้านบนของกระจกฝาท้ายมีไฟเบรกดวงที่สามหลอด LED ล้ออัลลอยลายห้าก้านสีเงินขอบดำ ขนาด 16 นิ้ว ห่อรัดด้วยยางที่ไม่ค่อยจะรู้จักอย่าง lancaster LV-88 ไซส์ 195/55R16 

มิติตัวถังของ New MG3 Hybrid+ มีขนาดความยาว 4,113 มิลลิเมตร กว้าง 1,797 มิลลิเมตร สูง 1,502 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อหน้า 1,510 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อหลัง 1,520 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 117 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,298 กิโลกรัม แม้จะมีระบบไฮบริดทั้งมอเตอร์และแบตเตอรี่ แต่การคุมให้รถรุ่นใหม่มีน้ำหนักแค่ 1.3 ตัน ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว

อุปกรณ์ภายนอก

ไฟหน้า แบบ LED พร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
ไฟท้ายและไฟเบรกดวงที่สาม
ไฟตัดหมอกหลัง
ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Lights)
กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว และพับอัตโนมัติ
ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบอัตโนมัติ พร้อมใบปัดน้ำฝนด้านหลัง
ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว

ภายในของ New MG3 Hybrid+ ติดตั้งเบาะแบบสปอร์ตคู่หน้าปรับมือ โทนสีภายในมีให้เลือกทั้งสีขาวสลับดำ หรือสีดำล้วน วัสดุพวกพลาสติกค่อนข้างมีคุณภาพดีกว่ารถเล็กบางรุ่นของแบรนด์ญี่ปุ่น แสดงให้เป็นถึงความตั้งใจในการเอาชนะของ MG หน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว มีรายละเอียดและแบบอักษรที่แตกต่างกัน ไม่ได้มีคุณสมบัติครบครันที่สุด หรือมีโครงสร้างเมนูที่สมเหตุสมผล แต่การกดสั่งงานต่างๆ ถือว่าตอบสนองได้เร็วขึ้น อาการหน่วงน้อยลง จอมอนิเตอร์กลาางพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ เชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ผ่านพอร์ต USB-A หลัก มีพอร์ต USB-A เพิ่มเติมอีกสองพอร์ต (พอร์ตหนึ่งอยู่ที่กระจกมองหลังภายในและอีกพอร์ตหนึ่งอยู่ที่เบาะหลัง) และพอร์ต USB-C 

โดยภาพรวม ภายในของ New MG 3 Hybrid มีความเรียบง่าย เบาะนั่งขับทางไกลได้ดี ซึ่งก็ถือว่าเหมาะสำหรับการขับลากยาวลงมาจากภาคเหนือจนถึงกรุงเทพฯ แบบม้วนเดียวไม่ต้องแวะเติมน้ำมัน มาตรวัดดิจิทัลอยู่ด้านหน้าคนขับ อินเทอร์เฟซนี้ใช้การออกแบบที่ค่อนข้างแปลก แต่ก็สามารถปรับหน้าจอให้ใช้งานได้ค่อนข้างดี จอแสดงผลสำหรับการขับขี่ ทำหน้าที่บอกรายละเอียดของข้อมูลที่สำคัญขณะขับเคลื่อนทั้งความเร็ว อัตราสิ้นเปลือง การแจ้งเตือนจากระบบอ่านป้ายกำกับความเร็ว ระดับเชื้อเพลิงในถัง ระบบรักษาช่องทาง การใช้พลังงานไฟฟ้าและอื่นๆ อีกเพียบ จอขนาดเล็กทำให้อ่านค่าได้ค่อนข้างยาก แต่ตัวเลขความเร็วและตัวแจ้งเตือนการกำกับความเร็วในพื้นท่ีนั้นถือว่าชัดเจนใช้ได้ ด้านขวาของหน้าจอสามารถเลื่อนไปมาระหว่างข้อมูลการเดินทาง กราฟิกมาตรวัดความเร็วรอบ/การไหลของพลังงานไฟฟ้า และอื่นๆ ที่หาไม่เจอก็คือมาตรวัดรอบ! 

MG 3 Hybrid+ มีพื้นที่ภายในเพียงพอสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พื้นที่วางขากว้าง พื้นที่เหนือศีรษะด้านหลังค่อนข้างเหลือน้อย หมอนรองศีรษะจะไม่มีประโยชน์สำหรับผู้โดยสารที่ตัวสูง การพับเบาะหลังลงแบบแยกพับ 60/40 ช่วยให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้น พื้นที่เก็บของเล็กๆ น้อยๆ กับที่วางแก้ว MG ให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุที่มีคุณภาพ การออกแบบคอนโซลเล่นระดับให้แดชบอร์ดดูมีมิติ ภายในแบบทูโทนขาวสลับดำ หรือดำล้วน พื้นที่ภายในกว้างสุดในคลาสเดียวกัน ห้องสัมภาระท้ายจุ 293 ลิตร เมื่อพับเบาะความจุจะเพิ่มเป็น 1,037 ลิตร

อุปกรณ์ภายใน
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
กระจกไฟฟ้า One Touch Up-Down ด้านผู้ขับขี่
หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิทัลขนาด 7 นิ้ว (Digital Multi-Function Display) และหน้าจอสี
ระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว
ลำโพง 6 จุด
ช่องใส่ของภายในห้องโดยสาร 25 จุด
เบาะนั่งคนขับปรับ 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง
ที่พักแขนด้านหน้า และเบาะนั่งด้านหลังพนักพิงพับได้
ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
รองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และสมาร์ทโฟนระบบ Android แบบไร้สาย
ระบบกุญแจรีโมต (Smart Key) พร้อมปุ่ม Push Start
ระบบปรับอากาศแบบดิจิทัล
ระบบกรองอากาศ PM 2.5

เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 102 แรงม้า (75 กิโลวัตต์) ผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 8 วินาที อัตราเร่ง 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 5 วินาที การทำงานผสมผสาน ระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว DVVT 102 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้า High-performance Permanent Magnet Synchronous Motors มอเตอร์มีกำลังสูงสุด 136 แรงม้า รวมกำลังทั้งสองระบบ 194 แรงม้า (143 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร

Hybrid+ ของ MG นับว่าทำงานได้ดีในทุกช่วงความเร็ว แม้บางจังหวะที่ดันขึ้นเนินแถวแพร่ต่อเนื่อง เมื่อไฟในแบตถูกใช้จนหมดจะต้องรอสักครู่ให้ระบบรีเจนพลังงานเติมไฟเข้าแบตเตอรี่ท่ีพอเพียงในการหล่อเลี้ยงมอเตอร์เสริมแรง หนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้รถรุ่นนี้เป็นที่น่าสนใจในกลุ่ม B-Segment คือ ระบบขับเคลื่อนพลังงานผสม Hybrid+ สมรรถนะด้านแรงบิดและการบริหารพลังงานสลับกันระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า ระบบขับเคลื่อนพลังงานผสมให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้า มอเตอร์เจนเนอเรเตอร์ที่ใช้ปั่นไฟมีกำลัง 45 กิโลวัตต์ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรที่พัฒนาขึ้นใหม่จาก SAIC MOTOR CORPORATION แรงม้าจากเครื่องยนต์ยังไม่รวมมอเตอร์ 102 แรงม้า รองรับน้ำมัน E20 รวมแรงม้าสูงสุดของทั้งสองระบบอยู่ที่ 194 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตัน-เมตร ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ไฟฟ้า EDU 3 ระดับ แบตเตอรี่ Lithium-Ion ความจุ 1.83 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง โหมดขับเคลื่อนแบบอนุกรม (Series Hybrid) ระบบขับเคลื่อนแบบผสานเครื่องยนต์ และมอเตอร์ (Parallel Hybrid) หรือขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน (Pure EV) สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้อย่างราบรื่นและเหมาะสมในแต่ละช่วงความเร็ว

New MG3 Hybrid+
โหมดจอดหยุดนิ่ง
ระบบจะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง (HV BATTERY) เพื่อทำให้ระบบปรับอากาศและระบบอื่นๆ ทำงานได้โดยที่เครื่องยนต์หยุดการทำงาน

โหมดวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนจนถึง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เมื่อออกตัวจากจุดหยุดนิ่งในช่วงความเร็ว 0-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (Pure EV) ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและเงียบเหมือนรถไฟฟ้า มีอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ดี

โหมดความเร็วที่วิ่งในถนนที่มีการจราจรหนาแน่น
เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 30-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงความเร็วต่ำ ใช้งานในเมือง ระบบจะสลับไปยังโหมดระบบขับเคลื่อนแบบอนุกรม (Series Hybrid) เครื่องยนต์จะทำหน้าปั่นไฟ และส่งกระแสไฟไปให้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนตัวรถ 

โหมดความเร็ววิ่งในเมือง
ความเร็วไต่ระดับไปที่ 50-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นช่วงสำหรับใช้งานเดินทางออกนอกเมืองด้วยความเร็วปานกลาง โหมดระบบขับเคลื่อนแบบอนุกรม (Series Hybrid) สัมผัสได้ถึงแรงบิดสูงอย่างต่อเนื่อง เครื่องยนต์ยังทำหน้าที่เป็นตัวปั่นไฟช่วยให้มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อโดยตรงได้แบบรถไฟฟ้า พร้อมส่งกระแสไฟส่วนเกินไปเก็บยังแบตเตอรี่

โหมดความเร็ววิ่งคงที่
เมื่อวิ่งด้วยความเร็วคงที่ในช่วงความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงการขับขี่ระยะไกล ระบบจะสลับเป็นการใช้งานเครื่องยนต์ที่รอบความเร็วต่ำ เน้นใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องยนต์จะตัดต่อการทำงานผ่านระบบเกียร์ Hybrid Transmission 3 อัตราทดแบบอัตโนมัติ ขับเคลื่อนที่ตัวล้อโดยตรง ทำให้ประหยัดน้ำมันมากกว่ารถแบบ Series Hybrid 

โหมดวิ่งทางไกลและเร่งแซง
เมื่อรถอยู่ในช่วงเร่งความเร็ว 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงขับขี่ทางไกล หรือขึ้นทาง ลาดชัน เมื่อต้องการเร่งแซง แค่กดคันเร่งเบาๆ ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฮบริดกำลังสูงจะทำงานร่วมกัน (Parallel Hybrid) รถมีอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ทันใจ แม้จะมีอาการรอรอบนิดๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีเทอร์โบ เมื่อต้องการเร่งแซงหรือขึ้นทางชัน MG3 Hybrid+ เป็นรถที่มีอัตราเร่งต่อเนื่องในรอบกลางดีกว่ารถไฮบริดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรทั่วไป นี่ก็เป็นอีกจุดที่ทำได้ดี 

โหมดความเร็วสูง
ขณะใช้ความเร็วสูงกับการขับทางไกลบนไฮเวย์ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์จะทำงานต่อเนื่อง ขณะที่รถขับเคลื่อน ระบบจะแบ่งกำลังส่วนที่เหลือจากเครื่องยนต์ไปหมุนเจนเนเรเตอร์ เพื่อปั่นไฟไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่

โหมดลดความเร็ว Regenerative
เมื่อยกคันเร่ง ลดความเร็วลงมาในช่วง 120-0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือช่วงขับขี่ลงทางชัน
ระบบ Hybrid+ จะใช้มอเตอร์เป็นตัวหน่วงกำลัง ซึ่งจะทำหน้าที่ชาร์จไฟเป็นระบบ Energy Regeneration 3 ระดับ สามารถตั้งค่าระดับการรีเจนแบบรถไฟฟ้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ช่วยลดการสึกหรอของผ้าเบรก

MG3 ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติบนเส้นทางลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ แรงบิดของทั้งเครื่องและมอเตอร์ที่ 250 นิวตันเมตร เหลือเฟือสำหรับการวิ่งขึ้นลงเขาด้วยความสนุกสนาน พวงมาลัยไฟฟ้าหน่วงน้ำหนักได้ดีขึ้นมาก แม่นยำใช้ได้แม้จะไม่คมเท่ากับรถเล็กยุโรปแต่ถือว่าเปลี่ยนไปจากพวงมาลัยของรถรุ่นแรกในทางที่ชัดเจนขึ้น ช่วงล่างหนึบๆ นุ่มๆ มีโยนบ้างเมื่อเจอกับโค้งมุมแคบ อาการหน้าดื้อในโค้งถ้าใส่มาเร็วเกินกว่าที่ยางจะรับไหวก็แค่ยกคันเร่ง วิ่งทางตรงเกาะถนนใช้ได้แม้ช่วงล่างจะธรรมดาสามัญไม่ได้ซับซ้อนอะไรแต่อาศัยจูนมาดี และเนื่องจากแบตเตอรี่มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับรถไฮบริดเล็กของคู่แข่ง ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าก็สร้างแรงบิดสำหรับเร่งความเร็วได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้การเร่งแซงให้ความมั่นใจได้ดีกว่าเดิม เมื่อปล่อยพลังจนโดนใบสั่งผมหันมาขับเรื่อยๆ New MG3 Hybrid+ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ระบบรีเจนฯพร้อมให้พลังงานสำรองเมื่อลดความเร็วหรือเบรก จุดที่ทำได้ดีก็คือการเก็บเสียง การขับลงเขาแบบเงียบๆแต่นุ่มนวล ไหลไปตามโค้งด้วยสปีดความเร็วปกติใน MG3 Hybrid+ ถือเป็นเรื่องที่น่าจดจำอยู่เหมือนกัน! 

ระบบเบรกใช้ระบบไฮดรอลิกทั่วไป ดิสก์เบรกด้านหน้าและด้านหลังนี่ก็ถือว่าให้มาดี ความรู้สึกของแป้นเบรกส่วนใหญ่ค่อนข้างดี หยุดรถได้อย่างนุ่มนวล เมื่อต้องหยุดรถฉุกเฉิน ระยะทางในการหยุดจากความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ที่ 49 เมตร ซึ่งเยอะพอสมควร แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร MG 3 Hybrid+ มีระบบเบรกแบบสร้างพลังงานกลับที่ค่อนข้างดี ปรับได้ถึง 3 ระดับ ตอนลงเขาผมใช้ระบบนี้แค่ยกคันเร่ง regenerative braking จะหน่วงความเร็วพร้อมๆ ไปกับการชาร์จไฟใส่แบต ส่วนการพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุมการปรับตั้งค่าต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ ด้วยค่าที่คงที่เมื่อดับและสตาร์ตเครื่องยนต์อีกครั้งนั้นยังไม่ดีเท่าที่ควรทุกครั้งที่คุณดับเครื่องยนต์ ระบบจะรีเซตเป็นค่ากลาง ซึ่งน่ารำคาญอยู่เหมือนกันที่ต้องมาปิดระบบรักษาช่องทางและอื่นๆ ที่รบกวนการขับโดยไม่จำเป็น

MG เคลมว่า 3 Hybrid+ วิ่งไกลถึง 800 กิโลเมตร และไดนามิกที่ขับสนุกสุดในคลาส ซึ่งเมื่อได้ลองลากยาวๆ จากเชียงใหม่ ผ่านอุตรดิตถ์ เส้นทางภูเขาที่อุดมไปด้วยโค้งขึ้นลงเนินสูงชันแถบแพร่เกือบสองร้อยกิโลเมตรที่ต้องผจญกับโค้งลงเนิน จนมาถึงพิษณุโลก ยาวมาจนถึงนครสวรรค์ มาสิ้นสุดที่จุดเติมน้ำมันในปั๊มคาลเท็กซ์แถวๆ อำเภอคลองหลวง ปทุมธานี รวมระยะทางในการขับทดสอบไกล 700 กิโลเมตร กว่า 9.5 ชั่วโมงที่ขับลงมาจากเชียงใหม่ มีแวะกินข้าวแถวเด่นชัยในจังหวัดแพร่ และโดนใบสั่งความเร็วแถวนครสวรรค์เป็นการปิดท้ายก่อนที่จะวิ่งเข้าเส้นชัยที่ปั๊มคาลเท็กซ์คลองหลวง รวมระยะทางต่อเชื้อเพลิง 1 ถัง ไกล 710 กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลืองเมื่อขับแบบไม่เน้นประหยัดแต่เน้นทำความเร็วสูงต่อเนื่องอยู่ที่ 18.9 กิโลเมตรต่อลิตร เนื่องจากผมขับออกนอกเส้นทางไปยังอำเภอเด่นชัยเพื่อจัดการมื้อเที่ยงกับไส้อั่วแสนอร่อยย่างเตาถ่านในร้านไซทอง ระยะทางจึงเพิ่มมากกว่าที่ควรจะเป็น ตอนเลี้ยวเข้าปั๊มคาลเท็กซ์มีเชื้อเพลิงเหลือติดถังอยู่แค่พอวิ่งได้อีก 15 กิโลเมตร 

ต้องยอมรับว่า Hybrid+ กับการผสานพลังอย่างลงตัวของเครื่องยนต์ที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการทำงานกับระบบไฮบริด แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และระบบ Hybrid Transmission 3 อัตราทด ปรับทำงานอัตโนมัติ ช่วยให้เครื่องยนต์ที่ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดมอเตอร์มีช่วงการทำงานที่กว้างมากขึ้น ตอบสนองการเร่งในช่วงความเร็วต่างๆ ได้ดีขึ้น พวงมาลัยใช้ได้ ช่วงล่างโอเค เก็บเสียงดี เครื่องยนต์ไฮบริดมีรอบการทำงานของเครื่องยนต์ที่ลดลงซึ่งทำให้เกิดความประหยัด จุดที่ชอบก็คือ ความสนุกหลังพวงมาลัยบนเส้นทางภูเขา ถ้าราคาวันเปิดตัวไม่เกิน 650,000 บาท น่าจะไปได้สวยในตลาดรถเล็กที่ยังคงเปิดกว้างสำหรับรถดีที่มาพร้อมราคาน่าประทับใจ ไม่ใช่เอาแต่ลดราคาจนลูกค้ากลัวดอย!   


MG3 Hybrid+ มีกำหนดเปิดตัวพร้อมราคาในประเทศไทย เร็วๆ นี้

ระบบความปลอดภัย

โครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ FSF (Full Space Frame)
ความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS)
ระบบอำนวยความสะดวกช่วยควบคุมการขับขี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจำนวน 8 ระบบ พร้อมระบบเบรก (Intelligent Brake System)
ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake)
ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)
ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution)
ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็ว XDS (Electronic Differential System)
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนพร้อมปรับองศาพวงมาลัยหากออกนอกเลน ELK (Emergency Lane Keeping System) ผสานรวมระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist) และ ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning) เข้าไว้ด้วยกัน
ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Braking)
ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ UDW (Unsteady Driving Warning)
ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ ICA (Intelligent Cruise Assist)
ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-beam control)
ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย
กล้องรอบคัน 360 องศา แบบ High Definition
จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock)
สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง
ระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer
ระบบไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่อง (FOLLOW ME HOME)

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/