Everest รุ่นปรับโฉมเป็นรถอเนกประสงค์ของ Ford ที่เริ่มทำตลาดในประเทศไทยมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา โดยมียอดขาย 9,628 คัน อยู่อันดับที่ 4 ในกลุ่มรถ PPV-SUV ของปี 2561 แม้จะมียอดขายตามหลัง Fortuner / Pajero Sport / Mu-X แต่ประสิทธิภาพในด้านของการใช้งานนั้นกลับไม่เป็นรองรถคู่แข่งทั้งสามแบรนด์ จุดที่ทำให้ Everest มียอดขายตามหลังรถคู่แข่ง ไม่ใช่สมรรถนะแต่เป็นความเชื่อมั่นของลูกค้า ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ Ford ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น
...
รุ่นปรับโฉมของ Everest มีการเปลี่ยนขุมกำลังให้เล็กลง จากที่เคยใช้เครื่องยนต์ดีเซลความจุ 3.2 ลิตร หรือ 2.2 ลิตร จนมาถึงเวอร์ชั่นปรับโฉม Ford ทำการลดปริมาตรความจุเครื่องยนต์ของ Everest ลงมาให้เหลือแค่ 2.0 ลิตร เพื่อลดปริมาณการปล่อยมลพิษและลดการใช้เชื้อเพลิง ผลพลอยได้ก็คือเครื่องยนต์ดีเซลที่มีน้ำหนักเบา มีแรงบิดมากกว่าเดิมและรับประทานเชื้อเพลิงน้อยลง! สำหรับรถทดสอบที่นำมารีวิวในอาทิตย์นี้เป็น Everest รุ่นสูงสุด 2.0L Bi-Turbo Titanium+ 4x4 10AT วางเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ ความจุ 2 ลิตร 1,996 ซีซี. อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ (Bi-Turbo) มีกำลัง 213 แรงม้า พร้อมแรงบิด 500 นิวตันเมตร เหนือชั้นกว่าเครื่อง 3.2 ลิตร เทอร์โบเดี่ยวที่ทั้งหนักและกินน้ำมัน เป็นอีกจุดที่ทำให้สมรรถนะของ Everest รุ่นสูงสุดมีความโดดเด่นมากที่สุดเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ของ PPV ค่ายคู่แข่ง
Ford Everest ราคา
รุ่น Trend 2.0 Turbo 180 แรงม้า 1,299,000 บาท
รุ่น Titanium 2.0 Turbo 180 แรงม้า 1,439,000 บาท
รุ่น Titanium + 2.0 Turbo 180 แรงม้า 1,599,000 บาท
รุ่น Titanium +Bi-Turbo 2.0L Bi-Turbo 213 แรงม้า 4WD 1,799,000 บาท
...
Everest Titanium plus 2.0L Bi-Turbo 10A/T ราคา 1,799,000 บาท เป็นรถกระบะดัดแปลงให้กลายเป็นรถเอสยูวี หรือที่เรียกกันว่า PPV-SUV มาพร้อมกับหน้าตาท่าทางที่โดนใจคนไทย แต่บางคนก็ยังแอบระแวงเรื่องความเสถียรของเครื่องและเกียร์รุ่นเดียวกับที่ประจำการอยู่ใน Ranger Raptor จุดเด่นของ Everest รุ่นสูงสุด นอกจากเครื่องยนต์ตัวใหม่แล้วก็ยังได้อานิสงส์จากความแข็งแกร่งของแชสซีที่อ้างอิงกับรถออฟโรดภายใต้แบรนด์ Ford ซึ่งจำหน่ายอยู่ในสหรัฐอเมริกามาช้านานแล้ว มิติตัวถังของ มีความกว้าง 1,862 มิลลิเมตร ยาว 4,893 มิลลิเมตร และสูงถึง 1,836 มิลลิเมตร ความสูงของตัวรถทำให้คนรูปร่างเตี้ยต้องตะกาย หรือโหนตัวเข้าห้องโดยสารกันเลยทีเดียว ด้านหน้าของ Ford Everest เวอร์ชั่นปรับโฉม ติดตั้งกระจังหน้าใหม่ทำจากพลาสติกโครเมียมสีเงินเงาแวววาว สปอยเลอร์หน้าหรือกันชนหน้าแบ่งออกเป็นสองส่วน ปิดทับส่วนหน้าของรถทั้งหมด ส่วนล่างของสปอยเลอร์หน้ามีชิ้นงานกันกระแทกทำจากพลาสติกสีเงิน ที่ออกแบบให้มีช่องรับอากาศตรงกึ่งกลาง ไฟตัดหมอกที่มุมด้านข้างของสปอยเลอร์หน้ามีตำแหน่งของการติดตั้งที่ลงตัวช่วยเสริมให้มุมมองด้านหน้า รุ่นสูงสุดมีอุปกรณ์ทั้งภายนอกและภายในที่ให้มาครบๆ โคมไฟหน้าแบบโปรเจกเตอร์ พร้อมไฟหรี่กลางวันหลอด LED ฝากระโปรงหน้าเปิดออกได้ง่าย ไม่ต้องใช้แรงยกกันให้มากเรื่องจากตัวค้ำฝากระโปรงหน้าแบบโช้คที่ไม่ต้องคอยวุ่นวายกับเหล็กค้ำฝากระโปรงหน้า พื้นผิวของฝากระโปรงหน้ามีการออกแบบเส้นที่เหนี่ยวนำเชื่อมโยงกับแนวของกระจังหน้า ดีไซน์ที่สื่อให้เห็นถึงความตั้งใจของ Ford ทำให้ส่วนหน้าของ Everest มีรูปลักษณ์ที่เหมาะสมกับความเป็นรถออฟโรดตัวลุยจากแดนมะกัน ซึ่งโดนใจคนไทยที่ชอบรถยนต์แนวนี้ในจำนวนไม่ใช่น้อยๆ
...
...
ด้านข้างมีความยาว 4,893 มิลลิเมตร ส่วนความสูงล่อกันถึง 1,836 มิลลิเมตร ทำให้การเข้าออกจากห้องโดยสารต้องใช้คำว่าตะกายถึงจะถูก เสาหน้ามีองศาของความเอนลาดที่ลงตัวไล่ผืนหลังคาค่อยๆ ลดระดับลงไปยังส่วนท้ายเล็กน้อยพร้อมกับเสาท้ายที่สอดรับกับแนวหลังคา แรคหลังคาที่ติดตั้งมาให้เพื่อความสะดวกในการขนสัมภาระ เมื่อเบาะแถวที่สามมีผู้โดยสารนั่งกันอยู่เต็มรถก็ต้องย้ายสัมภาระชิ้นโตๆ พวกกระเป๋าเดินทางยกขึ้นไปมัดกับแรคหลังคา กระจกบังลมบานหน้าและบานข้างมีขนาดใหญ่ กรอบกระจกมองข้างติดตั้งเลนส์ไฟเลี้ยว เพื่อเพิ่มความปลอดภัย มุมด้านบนของแก้มข้างติดตั้งแถบพลาสติกสีเงินบ่งบอกถึงรุ่นใหม่เครื่อง Bi-Turbo ที่มีเกียร์ออโต 10 สปีดประจำการอยู่ ซุ้มล้อทั้งหน้าและหลังมีโป่งล้อขนาดมหึมาที่เหมาะสมกับรูปแบบลุยแหลกของมัน บานประตูทั้งสี่ใหญ่โตทำให้การเข้าออกจากห้องโดยสารมีความสะดวกใช้ได้ กาบข้างติดตั้งที่เหยียบเพื่อก้าวเข้าไปในห้องโดยสารทำจากพลาสติก จุดที่ทำให้รถ PPV คันนี้ดูดีก็คือล้ออัลลอยลายใหม่ เป็นล้อขอบ 20 นิ้วที่เข้ามาแทนล้อ 18 นิ้ว ผลิตขึ้นรูปจากอะลูมินั่มอัลลอย ล้อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 นิ้ว ห่อรัดด้วยยางกึ่งออฟโรดของ Goodyear รุ่น Excellence grip ไซส์ 265/50R20
บั้นท้ายสูงโด่ง ฝาท้ายขนาดใหญ่เปิดออกได้กว้างขวางพร้อมกลไกเปิด-ปิดฝาท้ายไฟฟ้า กึ่งกลางของฝาท้ายมีชิ้นงานพลาสติกโครเมียมสีเงินคาดปิดพร้อมสัญลักษณ์ Everest ไฟท้ายทรงรีเข้ากับสัดส่วนบั้นท้ายด้วยการออกแบบที่ดี และเชื่อมโยงมุมมองส่วนท้ายให้มีความลงตัว ไฟท้ายของ Everest รุ่นใหม่ใช้หลอดไฟแบบผสม ซึ่งมีทั้งหลอดไฟท้ายแบบ LED และหลอดไฟแบบธรรมดาอยู่ภายใน สปอยเลอร์หลังมีพลาสติกกันกระแทกสีดำคอยป้องกันริ้วรอย เมื่อต้องยกสัมภาระเข้าออกจากห้องเก็บของส่วนท้าย สปอยเลอร์หลังมีการดีไซน์แบบสองชิ้นเหมือนกันกับสปอยเลอร์หน้า พร้อมพลาสติกกันกระแทกสีเงินที่คล้ายกับด้านหน้าและแผ่นพลาสติกสะท้อนแสงสำหรับความปลอดภัยเมื่อจอดรถในที่มืด รุ่นสูงสุดมีกล้องมองหลังติดมาให้พร้อมติดตั้งเซนเซอร์ถอยหลังแจ้งเตือนด้วยสัญญาณเสียงเมื่อถอยเข้าไปใกล้กับวัตถุกีดขวาง ด้านบนของฝาท้ายบริเวณกึ่งกลางกระจกบานฝาท้ายเป็นที่อยู่ของไฟเบรกดวงที่ 3 ซึ่งติดตั้งเอาไว้ซะสูงโด่ง เพื่อทำให้มองเห็นไฟเบรกกันอย่างจะแจ้ง
ผมขับ Everest รุ่นสูงสุดออกจากโกดังของ Ford ย่านพระราม 3 และมีเวลาอยู่ร่วมกันอีก 7 วัน 7 คืน รถทดสอบ Everest 2.0 เครื่องดีเซลไบเทอร์โบ 213 แรงม้าคันนี้วิ่งมาแล้ว 10,000 กิโลเมตร พอดิบพอดี เป็นรถทดสอบที่ถือว่ามีไมล์ค่อนข้างเยอะแต่ภายในและเครื่องเครายังคงแน่นหนาไม่มีอาการแปลกๆ หรือส่งเสียงดัง กดปุ่มสตาร์ต เครื่องยนต์ดีเซลแบบใหม่ขนาด 2 ลิตร ติดขึ้นมาพร้อมเสียงเครื่องที่ดังลอดเข้ามาให้ได้ยินเบาๆ แรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซลตัวล่าสุดลดลงมากเมื่อเทียบกับเครื่อง 3.2 ลิตรรุ่นเก่า แม้จะวิ่งพ้นรันอินมานานหลายเดือนแล้วแต่ทุกสิ่งทุกอย่างของมันยังคงใช้งานได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิดประตู ห้องโดยสารไม่มีเสียงแปลกปลอมเสียดสีกันของชิ้นงานที่ใช้ตกแต่ง การเป็นรถทดสอบของสื่อนั้นจะต้องถูกขับใช้งานอย่างหนักทั้งวิ่งบนถนนปกติรวมถึงการวิ่งบนทางแบบออฟโรด เจ้า Ford Everest Titanium ยังไม่มีอาการที่ส่อไปในทางที่ย่ำแย่ออกมาให้เห็น การเดินเบาทำได้นิ่งใช้ได้ แรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องยนต์ลดลงไปมาก
ขนาดความกว้างเกือบ 2 เมตร และยาวเกือบ 5 เมตร ไม่ได้สร้างความลำบากในการเคลื่อนตัว เนื่องจากแรงบิดรอบต่ำและระยะของโอเวอร์แฮงก์ที่พอดิบพอดี ท่านั่งที่สูงโด่งเหมือนนั่งอยู่บนรถบรรทุกคันโตหลังจากขับรถคันเล็กๆ มานานสร้างความรู้สึกแปลกๆ เบาะหุ้มหนังสังเคราะห์ปรับไฟฟ้าคู่หน้านั่งนิ่มสบายทำให้การขับในเมืองออกมาดูดี รุ่นสูงสุดวางเครื่องใหม่ 2 ลิตร เกียร์ 10 สปีดกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเหลือเฟือต่อการขับบนถนนทุกที่ในประเทศไทย หากได้ลองขับไกลๆ เป็นติดอกติดใจกันทุกคน กำลัง 213 แรงม้า กับแรงบิด 500 นิวตันเมตร มากที่สุดในวงการ PPV - SUV ของประเทศไทย! การโลดโผนโจนทะยานในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร จะมีปัญหาก็ต่อเมื่อมุดเข้าตรอกซอกซอยคับแคบ คนที่ไม่คุ้นชินกับระยะและขนาดอันใหญ่โตก็ต้องระวังเรื่องระยะกันมากหน่อย มิติตัวถังที่ขึ้นตรงกับความใหญ่ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารถึง 7 ที่นั่งพร้อมความสูงของตัวรถทำให้มองเห็นได้ไกลกว่าขับรถเก๋งเยอะมาก
เสียงเครื่องยนต์จะดังทันทีเมื่อกดคันเร่งจนสุดตอนออกตัว เครื่อง 2 ลิตรตัวใหม่ เมื่อกดคันเร่งจนมิดเพื่อการพุ่งออกตัวอย่างเร็วมีเสียงการทำงานคล้ายเครื่องยนต์ของ Airbus a319 ตอนกำลังจะ Talkoff เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดทำงานทั้งในและนอกเมืองได้ดี มีแอบกระตุกกันบ้างพอหอมปากหอมคอในช่วงของการเปลี่ยนเกียร์ลง เนื่องจากใช้เกียร์คนละรุ่นกันหลังจากใช้เกียร์ 6 สปีดมานานแล้ว ด้วยชุดส่งกำลังแบบใหม่ที่มีมาให้ถึง 10 สปีด การปรับอัตราทดให้ครอบคลุมกับกำลังของเครื่องยนต์โดยเฉพาะแรงบิดรอบต่ำทำได้ดี เกียร์ใหม่ทำให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมืองลดลงและมีความประหยัดเมื่อขับทางไกลด้วยความเร็วคงที่ตามกฏหมายกำหนด คันเร่งไฟฟ้าปรับมาดีให้สัมผัสที่ชัดเจนมากกว่าเดิม กดคันเร่งลงไปเครื่องดีเซลเทอร์โบคู่มีอาการรอรอบเล็กน้อยซึ่งเป็นสันดานที่แก้ไม่หายนอกจากจะใช้เทอร์โบไฟฟ้า! เมื่อเทอร์โบเริ่มบูสต์มันก็พุ่งออกไปด้วยความมั่นคง เหมาะกับนักเลงรถเท้าหนักที่ชอบขับเร็วๆ บนรถคันโต การตอบสนองที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนต้องยกประโยชน์ให้กับเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง จังหวะจะโคนของการออกตัวที่ค่อนข้างว่องไวแม้ตัวจะโตและมีน้ำหนักน้องๆ ช้างพลาย การทำงานที่แม่นยำใช้ได้ของพวงมาลัยไฟฟ้ากับช่วงล่างหน้าหลังประกอบขึ้นเป็นความมั่นคง บนทางลูกรังหรือหินลอย เมื่อกดคันเร่งเต็มๆ แรงบิด 500 นิวตันเมตร ปั่นให้ล้อฟรีได้อย่างสบายๆ
เครื่องยนต์ตัวใหม่แบบดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด เครื่องยนต์ดีเซล Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร มีอินเตอร์คูลเลอร์ช่วยลดอุณหภูมิไอดีและเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Ford ในการส่งถ่ายกำลังแรงบิดที่ได้รับจากเครื่องยนต์อย่างเต็มประสิทธิภาพ เครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ ทรงพลังและมีขนาดเล็กลง มีน้ำหนักเบาขึ้น ปล่อยมลพิษต่ำและประหยัดกว่าเครื่องรุ่นเก่าทั้ง 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร แรงม้ากับแรงบิดจัดเต็มด้วยการบูสต์อากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ด้วยเทอร์โบ 2 ลูก และอัตราทดเกียร์ที่แคบลง เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง 1,996 ซีซี. อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ High-Pressure (HP Turbo) เทอร์โบแรงดันสูง และ Low-Pressure (LP Turbo) เทอร์โบแรงดันต่ำ ควบคุมด้วยวาล์ว Bypass) กำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย Paddle Shift เครื่องยนต์ไม่ได้แรงจนกระชากให้หลังของคนขับติดเบาะ แต่เหมาะสมกับการทำความเร็วเมื่อวิ่งบนไฮเวย์ โดยเฉพาะเกียร์ 10 สปีด ในตำแหน่งเกียร์ 8-9-10 ที่ช่วยลดรอบเครื่องยนต์ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงเมื่อวิ่งด้วยความเร็วคงที่ เครื่อง Bi-Turbo ใช้สายพานไทม์มิ่งแบบจุ่มในน้ำมันเครื่อง Belt-in-oil Primary Drive ฝาครอบเครื่องยนต์มีโฟมดูดซับเสียง เพื่อลด NVH : Noise Vibration Hashness ฝาครอบ Compressor ระบายความร้อนด้วยน้ำ ลูกสูบอะลูมิเนียมหล่อซ้ำที่ขอบแอ่งหัวลูกสูบ Bowl Edge Re-Melt
ยอมรับเลยว่า Everest เป็นรถที่ขับทางไกลได้สนุกคันหนึ่งของวงการ PPV บนไฮเวย์ที่มุ่งหน้าไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็วิ่งใจขาดไม่มีคำว่าชักช้าให้เสียอารมณ์ การวิ่งในย่านความเร็วเดินทางที่ 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ความเร็วรอบ 1800 รอบต่อนาที เกิดจากการปรุงแต่งอัตราทดที่ลงตัวของเกียร์ 10 สปีด ช่วยทำให้คุณประหยัดเชื้อเพลิงทั้งๆ ที่ตัวหนัก เครื่องยนต์ 2 ลิตร เทอร์โบคู่ไม่กินสิ้นเปลือง เครื่องยนต์และเกียร์ในโหมด Full Auto เร่งแซงได้แบบไม่หวาดเสียวแค่กะระยะให้มีความปลอดภัย พวงมาลัยไฟฟ้าก็ปรับน้ำหนักในย่านความเร็วสูงให้พอดิบพอดีกับความเร็วท่ีใช้โดยปรับให้น้ำหนักออกมาในลักษณะคงที่เมื่อใช้ความเร็วสูง ระยะฟรีตรงกลางของพวงมาลัยไฟฟ้าของ Ford Everest มีน้อย ทำให้เกิดความมั่นคงแม่นยำ ข้อห้ามเมื่อขับ PPV ยกสูงแบบนี้ก็คือ ไม่ควรกระตุกพวงมาลัยแรงๆ ในย่านความเร็วสูง ระลึกไว้เสมอๆว่ารถ SUV นั้นมีสัดส่วนของความสูงมากกว่ารถเก๋ง การหักพวงมาลัยเร็วๆ เพื่อเปลี่ยนทิศทางในย่านความเร็วสูงจะตามมาด้วยอาการเสียหลัก เนื่องจากเป็นรถที่มีแรงบิดเยอะ และไต่ความเร็วได้ค่อนข้างนิ่ง จึงควรเพิ่มความระมัดระวัง รู้จักรูปแบบของรถออฟโรด และขีดความสามารถรวมถึงข้อจำกัดของมันก็จะใช้งานได้อย่างปลอดภัย
อาการโคลงตัวเป็นเรื่องปกติของรถอเนกประสงค์ PPV ความสูงของตัวรถจะทำให้เกิดอาการโคลงบนผิวถนนที่ไม่เรียบ มากหรือน้อยอยู่ที่ความเร็วกับผิวถนนและช่วงล่างที่เซตมาจากโรงงาน เมื่อขับรถ SUV ยกสูง ควรลดความเร็วก่อนถึงโค้งแล้วประคองพวงมาลัยเข้าไปเนียนๆ เมื่อความเร็วในโค้งไม่สูงเกินไป ความแน่นและมั่นคงไม่มีอาการวอกแวกจะทำให้คุณหลงรักและขับมันออกทางไกลกับครอบครัวบ่อยขึ้น Everest เป็นรถสำหรับวันทำงานและวันหยุด ช่วงล่างส่งถ่ายการนั่งที่สบายตัว การขับทางไกลมีการทรงตัวคล้าย Subaru Forester 2.0 XT ตรงที่ความนิ่งโดยมีอาการโคลงตัวไม่มากนัก ถนนที่ไม่สม่ำเสมอหรือคอสะพานชันๆ ก็ออกอาการโยนไม่มากแค่นิดเดียวทำให้ยิ่งชอบกันเข้าไปใหญ่ ส่วนการเบรกนั้น ไม่ควรขับจี้ท้ายคันหน้าแล้วใช้เบรกหนักๆเนื่องจากน้ำหนักตัวหรือมวลที่มากกว่ารถประเภทอื่น ควรทิ้งระยะเพื่อการเบรกที่นิ่มนวลแบบค่อยเป็นค่อย อาการหน้าทิ่มขณะเบรกยังคงมีอยู่ อย่างที่บอกว่าน้ำหนักทั้งคันของรถ PPV นั้นมากกว่ารถเก๋ง รวมถึงความสูงก็มากกว่า ทิ้งระยะให้พองามสำหรับการเบรกแบบค่อยเป็นค่อยไป ขับแบบไม่ไล่จี้ท้ายรถคันหน้าคุณจะใช้ Everest ได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย
ชุดบังคับเลี้ยวหรือระบบพวงมาลัยของ Everest เป็นพวงมาลัยแรคแอนพีเนียนพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าผ่อนแรงหมุน แปรผันน้ำหนักไปตามความเร็ว หรือ Electric Power Assisted Steering - EPAS เป็นพวงมาลัยไฟฟ้าที่มีการปรับตั้งให้ส่งถ่ายความแม่นยำพร้อมน้ำหนักที่เหมาะสมกับสปีดความเร็วโดยควบคุมผ่าน ECU หรือ electronic control unit คอยควบคุมจัดการกับการปรับน้ำหนักของพวงมาลัยแบบอัตโนมัติ ให้ความแม่นยำและน้ำหนักที่ดีทำให้การควบคุมออกมาในแบบง่ายๆและสะดวกสบาย ช่วงล่างหน้าแบบอิสระดับเบิ้ลวิชโบนปีกนกคู่ที่มีการปรับค่ายืดและยุบของสปริงใหม่หมดพร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลงเส้นเขื่องเพื่อลดอาการเต้นของช่วงล่างด้านหน้า รวมถึงยังลดอาการหน้ายุบเมื่อต้องลงเบรกหนักๆ อีกด้วย ส่วนช่วงล่างด้านหลังยังเป็นแบบคอยล์สปริง พร้อมกลไกวัตต์ลิงก์หรือเหล็กยึดค้ำที่ติดตั้งอยู่กับกระปุกของเฟืองท้าย ออกแบบมาเพื่อลดอาการโคลงตัวบริเวณส่วนท้ายเพื่อทำให้ส่วนท้ายของ Everest มีความเสถียร ส่วนระบบเบรกจัดดิสก์เบรกหน้า-หลังมาให้เพื่อความมั่นใจ ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน ส่วนดิสก์เบรกหลังเป็นจานเบรกแบบปกติ พร้อมตัวช่วยเบรกที่ป้องกันไม่ให้เสียอาการขณะใช้เบรกหนักๆ
ช่วงล่างของ Everest 2.0 Titanium Plus ถูกปรับให้ลดอาการกระด้างลงเล็กน้อย ทางที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อดินลูกรังไม่มีโคลนเลนเหมาะกับยาง Goodyear Excellence grip ซึ่งออกแบบมาเพื่อการลุยทางวิบากที่ไม่โหดร้ายมากนัก หากคิดจะจัดเต็มสูบลุยทางที่มีเลนโคลนหล่มหลุมที่มีน้ำท่วมขังควรยัดยางที่มีดอกลึกมากกว่านี้ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เอาตัวรอดในสถานการณ์ย่ำแย่ได้ ส่วนการถ่ายเทน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ดี แม้ตัวจะสูงโย่งเมื่อเอาไปลุยก็ไม่โยกคลอนมากจนนั่งไม่สบาย ล้อ 20 นิ้ว กับยาง goodyear efficientgrip 265/50 R20 ใช้งานได้ดีบนถนนเรียบๆ แต่ผมชอบล้อขอบ 18 มากกว่า เนื่องจากเวลาเปลี่ยนยางยังพอรับได้เรื่องของราคาค่ายางใหม่ขอบ 18 นิ้ว พอเปลี่ยนใส่ล้อ 20 นิ้ว เห็นราคายางแล้วจะเป็นลม! ยาง goodyear efficientgrip ไซล์ 265/50 R20 ทำหน้าที่บนถนนแห้งๆ ได้ดี แต่ถ้าจะเอาไปลุยกันจริงๆ ก็ไม่แนะนำ และควรเปลี่ยนล้อให้เล็กลงพร้อมกับใส่ยางออฟโรดเต็มรูปแบบก็จะช่วยให้ตะกุยทางวิบากได้ดีขึ้น
ห้องโดยสารของ Everest 2.0 Titanium Plus Bi-Turbo 4x4 10A/T เนื่องจากเป็นรุ่นแพงสุด Ford จึงพยายามปรับความหรูหรา เพื่อเอาใจลูกค้าที่ชอบรถลุยแบบ 7 ที่นั่ง ภายในกว้างขวาง และอุดมไปด้วยพลาสติกที่มีผิวสัมผัสและรายละเอียดของชิ้นงานแตกต่างกันออกไปตามแนวทางของงานตกแต่งห้องโดยสารยุคใหม่ของ Ford ห้องโดยสารเน้นสีดำและเทาที่เคร่งขรึม แดชบอร์ดมีขนาดใหญ่ทำจากพลาสติกคอนโซลกลางตกแต่งด้วยพลาสติกปั๊มขึ้นรูป โดยใช้รูปทรงที่เต็มไปด้วยเหลี่ยมมุม เพื่อเน้นความแข็งแกร่งที่เชื่อมโยงสอดรับกันทั่วทั้งคัน คอนโซลกลางแบ่งออกเป็นสองชิ้น ส่วนบนที่ต้องกระทบกับแสงจากภายนอกใช้พลาสติกสีเทา-ดำเพื่อลดการสะท้อนแสง เบาะหุ้มหนังสีดำ เฉพาะเบาะคนขับและคนนั่งหน้าปรับด้วยไฟฟ้า 8 ตำแหน่งครอบคลุมทุกสรีระ เบาะผู้โดยสารตอนกลางแบบ 3 ที่นั่งออกแบบให้มีพื้นที่ของการนั่งยาวๆ ด้วยพื้นที่ของการวางเท้าและพื้นที่เหนือศีรษะที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งไม่อึดอัด ซึ่งเป็นสไตล์การออกแบบภายในจาก Ford เบาะแถวกลางยังสามารถเลื่อนหรือพับได้เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับผู้โดยสารด้านหลังสุดซึ่งมีเบาะอีก 2 ที่นั่งเผื่อมาไว้ให้สำหรับครอบครัวที่มีคนเยอะ เบาะแถวสุดท้ายมีพื้นที่ไม่มากนักสำหรับการวางเท้า คนที่มีรูปร่างสูงโย่งจึงไม่เหมาะที่จะนั่งโดยสารในตำแหน่งแถวหลังสุด เบาะแถวหลังจึงเหมาะกับเด็กๆ ที่มีรูปร่างเล็กมากกว่าจะให้คนที่มีเรือนร่างอวบอ้วนหรือสูงโย่งเข้าไปนั่ง เบาะแถวหลังสุดหรือแถวที่ 3 เมื่อปรับพับราบลงกับพื้นก็สามารถเปิดพื้นที่ของการเก็บสัมภาระได้มากยิ่งขึ้น การเข้าออกเบาะแถวที่ 3 นั้นทำออกมาได้ไม่ค่อยจะดีนักจากพื้นที่ที่คับแคบและด้อยที่สุดในบรรดา PPV-SUV
แดชบอร์ดคอนโซลมีการปรับรายละเอียดในด้านของสีสันและผิวสัมผัสที่ให้ความแตกต่างกันในแต่ละโซน โดยเพิ่มความหรูหราของงานตกแต่งซึ่งส่วนใหญ่ใช้พลาสติก ช่องแอร์ทรงเหลี่ยม จอแสดงผลส่วนกลางขนาดความกว้าง 8 นิ้วสั่งงานด้วยระบบสัมผัสที่หน้าจอหรือ touch screen สามารถสั่งการด้วยระบบเสียงแบบใหม่ล่าสุดโดยออกแบบให้ทำงานได้ง่ายและรวดเร็วในการเลือกใช้โปรแกรมการปรับตั้ง เช่น การเลือกเพลง หรือสั่งงานเสียงในระบบปรับอากาศก็ยังทำได้อีกด้วย จอแสดงผลกลางขนาด 8 นิ้ว เปรียบเหมือน Center Control ของการควบคุมระบบต่างๆ ในรถ เช่น แอร์ด้านหน้าและด้านหลัง ก็ยังแสดงผลในรูปแบบดิจิตอลและสามารถควบคุมผ่านหน้าจอ 8 นิ้ว การสั่งงานด้วยระบบสัมผัสมีความเร็วแค่ใช้นิ้วแตะไปที่หน้าจอเพื่อสั่งงาน SYNC 3 สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือทุกรุ่นที่มีระบบบลูทูธได้อย่างรวดเร็ว SYNC 3 ยังมาพร้อมกับระบบนำทางด้วยดาวเทียมหรือเนวิเกเตอร์
ระบบเสียงจัดมาให้เต็มเหนี่ยว Everest ติดตั้งลำโพงมากถึง 10 ตำแหน่ง 10 ทิศทาง คอยสร้างความกระหึ่มขณะเล่นเพลงผ่านอุปกรณ์ i-Pod / USB / AUX ซับวูฟเฟอร์ 1 ตำแหน่งคอยสร้างพลังเสียงเบสที่หนักแน่นใช้ได้ ส่วนคุณภาพเสียงที่ขับออกมาจากลำโพงทั้ง 10 ตำแหน่งก็อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง เมื่อลองเปิดเครื่องเสียง แล้วเล่นเพลงผ่าน CD / MP3 ที่มีการบันทึกรายละเอียดที่คมชัดก็ยังถือว่าคุณภาพของเสียงเพลงที่ขับผ่านลำโพงออกมานั้นพอรับได้ Everest 2.0 Titanium Plus มีช่องเชื่อมต่อ AUX และ USB มาให้หลายช่อง พร้อมกล้องมองหลังขณะถอยจอด ระบบนำทางผ่านดาวเทียมหรือ GPS ที่ติดตั้งมาให้นั้นมีความละเอียดคมชัดใช้งานได้ดี
จอแสดงผลส่วนกลางขนาด 8 นิ้ว ยังแจ้งเตือนข้อมูลต่างๆ รวมถึงการเข้า-ออกจากเมนูที่ง่ายและสะดวก แถมยังคอยแจ้งองศาและทิศทางของรถขณะที่กำลังมุ่งหน้าอีกด้วย สำหรับการแสดงผลด้วยรูปแบบกราฟิกที่คมชัดประกอบด้วย การแจ้งเตือนอุณหภูมิจากภายนอกที่ค่อนข้างเที่ยงตรง แจ้งเวลาแบบตัวเลขดิจิตอล เป็นมอนิเตอร์ของภาครับวิทยุ AM-FM มอนิเตอร์ของการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก เช่น i-Pod / USB / โทรศัพท์ไร้สายแบบ Bluetooth / Wireless and Internet / ระบบสั่งงานด้วยเสียง Voice Control / การปรับตั้งเสียงกลาง-แหลม-เบส ของระบบเครื่องเสียงติดรถ / มอนิเตอร์ของระบบปรับอากาศแบบแยกโซน / มอนิเตอร์ของเครื่องเล่น CD/MP3 / ปฏิทิน / ระบบ Media Player เป็นจอแสดงผลที่มีความคมชัดสูงใช้ได้และออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างง่ายดายผ่านการสัมผัสลงไปบนหน้าจอ
หน้าปัดมาตรวัดใช้มาตรวัดความเร็วตรงกึ่งกลางของจอมาตรวัด ส่วนมาตรวัดรอบย้ายมาอยู่ที่จอ Multi information display หรือ MID ที่ด้านขวาของกรอบมาตรวัด สำหรับมาตรวัดระดับเชื้อเพลิงในถังและมาตรวัดระดับอุณหภูมิการทำงานเครื่องยนต์ติดตั้งอยู่ในแถบด้านข้างของมาตรวัดความเร็ว จอแสดงผล Multi information display หรือ MID ที่ด้านขวาของกรอบมาตรวัด ยังคอยแจ้งเตือนการสตาร์ตเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แกนของรถและมุมองศาของความลาดเอียง การเปิด-ปิดประตูทุกบาน Speedmeter คอยแจ้งตัวเลขความเร็วแบบดิจิตอล และการคำนวณเชื้อเพลิงที่เหลือในถังต่อระยะทางที่สามารถวิ่งไปถึง รวมทั้งการแจ้งค่าความประหยัดเชื้อเพลิง Fuel Economy ด้วยรูปแบบกราฟที่สามารถอ่านค่าได้ง่ายกับแจ้งตำแหน่งของเกียร์อัตโนมัติในโหมด Sport อีกด้วย ส่วนจอภาพ Multi information display หรือ MID ที่ด้านซ้ายของมาตรวัดความเร็วหลัก ทำหน้าที่แสดงผลของระบบโทรศัพท์ไร้สายและการเล่นเพลงหรือภาพในโปรแกรม Entertainment องศาและทิศทางของหน้ารถ มาตรวัดรอบ แรงดันลมยาง การปรับตั้งระบบต่างๆ เช่น ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง Lane Keeping System ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)
พวงมาลัยแบบ 4 ก้านไม่มีแป้น Paddle Shift มาให้! แต่ใช้การกดปุ่มข้างคันเกียร์แทน ทำให้ใช้งานไม่สะดวกเท่าที่ควร พวงมาลัยหุ้มหนังแท้อุดมไปด้วยสวิตช์สั่งงาน พวงมาลัยมีขนาดพอดีออกแบบให้จับได้ถนัดมือ ปรับตั้งได้ 4 ทิศทางทั้งใกล้-ไกลและสูง-ต่ำ ก้านพวงมาลัยมีสวิตช์มัลติฟังก์ชันใช้สำหรับการปรับตั้งค่าต่างๆ เช่น ระบบปรับตั้งความเร็วอัตโนมัติ Cruise control สวิตช์เลือกดูข้อมูลการขับขี่ผ่านจอ Multi information display ที่ด้านขวาและซ้าย ปรับความดังของลำโพง ปุ่มรับหรือวางสายโทรศัพท์ในระบบบลูทูธ ปุ่มระบบสั่งงานด้วยเสียง
รถออฟโรดอย่าง Ford ตระกูล F250 นั้นเป็นฮีโร่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แถมยังสร้างภาพลักษณ์ให้กับ Ford ในฐานะที่เป็นรถลุยไซส์ยักษ์และเป็นรถที่ทำเงินให้กับบริษัท Ford สำหรับรถ PPV-SUV อย่าง Everest ที่ขายในบ้านเราและมีพื้นฐานมาจากรถปิกอัพบนแนวทางของ PPV มีแค่ไทยประเทศเดียวเท่านั้นที่เรียกว่ารถกระบะดัดแปลง จุดที่ชอบก็คือการทรงตัวที่ดีขึ้น กำลังของเครื่องยนต์ใหม่ที่มีขนาดเล็กลงกับอัตราทดของเกียร์ 10 สปีด เป็นรถ PPV ที่มีความสปอร์ตผสมอยู่กับความแข็งแกร่งในสไตล์รถลุยของอเมริกัน Everest รุ่นใหม่ มีความทันสมัย มลพิษน้อยลงและกินเชื้อเพลิงไม่มาก ทรงที่ดุดันกว่า PPV ญี่ปุ่นจากแนวทางในการทำรถออฟโรดของอเมริกันที่ถนัดการสร้างรถลุย
Everest รุ่นปรับโฉมเครื่องใหม่เกียร์ใหม่ เป็นรถที่มีอัตราเร่งดี ช่วงล่างก็ใช้ได้ ทำให้บังคับควบคุมได้ง่าย เกียร์อัตโนมัติ 10 อัตราทด พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ช่วยเพิ่มเติมความสามารถในการใช้งาน แต่ก็ยังมีอาการกระตุกอยู่บ้างเมื่อเกียร์เปลี่ยนลงต่ำ การขับทางไกลที่น่าประทับใจเกิดจากความพอดิบพอดีของกลไกทุกชิ้นส่วนที่ประกอบขึ้นมาเป็นรถคันนี้ โดยมีการตอบสนองที่ดี ทำอัตราเร่ง 0-100 ประมาณ 10.8 วินาที อัตราสิ้นเปลืองในและนอกเมือง เฉลี่ย 10.9 กิโลเมตรต่อลิตร ช่วงล่างที่ปรับมาใหม่ให้นุ่มนวลขึ้น ซับแรงสะเทือนเมื่อขับบนถนนที่ขรุขระได้ดีพอสมควร ส่วนในย่านความเร็วสูงช่วงล่างกับล้อ 20 นิ้ว กดรถจนนิ่งและมีความเสถียร ให้สัมผัสที่มั่นคงจนลืมตัวทำให้ขับเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังจากความนิ่งของแชสซีและกลไกวัตต์ลิงค์ที่ยึดโยงชุดเฟืองท้ายเป็นแนวขนานกับแกนดุมล้อหลัง
เหลือแค่ความมั่นใจของลูกค้าที่ Ford จะต้องทำให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถ้าทำได้ Everest จะมียอดขายที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนเพราะรถนั้นดีอยู่แล้ว แค่ปรับชิ้นส่วนบางชิ้นให้มีความคงทนและปรับปรุงงานบริการให้รวดเร็วทันอกทันใจอุ้มชูลูกค้าให้มากเข้าไว้ เคลมเร็วเคลมไวกับชิ้นส่วนที่อยู่ในระหว่างการรับประกัน พร้อมกับการแก้ปัญหาให้ตรงจุดของช่างซ่อมในศูนย์บริการ Ford ก็จะขายได้ดีขึ้นครับ.
Ford Everest Model 2.0L Bi-Turbo Titanium+ 4x4 10AT
ข้อมูลเฉพาะทางเทคนิค (Technical Specifications)
มิติ (Dimension)
มิติภายนอก : ยาว 4,893 มิลลิเมตร กว้าง 1,862 มิลลิเมตร สูง 1,836 มิลลิเมตร
ระยะช่วงล้อ (Wheelbase) 2,850 มิลลิเมตร
ความกว้างช่วงล้อหน้า/หลัง 1,560 / 1,565 มิลลิเมตร
ระยะต่ำสุดจากพื้น (Ground Clearance) 225 มิลลิเมตร
เครื่องยนต์ (Engine)
แบบเครื่องยนต์ (Engine Type) 2.0 ลิตร ดีเซล 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์วเทอร์โบคู่อินเตอร์คูลเลอร์ (2.0 Litre Diesel In-line 4 Cylinder
16V Bi-Turbo with Intercooler)
ความจุกระบอกสูบ (Displacement) 1,996 ซี.ซี.
กำลังสูงสุด (Maximum Power)
213 แรงม้า 156.7 กิโลวัตต์ ที่ 3,750 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด (Maximum Torque) 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที
ระบบเกียร์ (Transmission) อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์แบบธรรมดา (10-Speed Automatic Transmission with SelectShift)
ระบบขับเคลื่อน (Drivetrain) ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบอัตโนมัติ พร้อมระบบ
Terrain Management (Full Time 4x4 with Terrain Management System)
แชสซี (Chassis)
ระบบกันสะเทือนหน้า (Front Suspension) แบบอิสระปีกนก 2 ชั้นพร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง (Double Wishbone with Coil Spring and Anti-Roll Bar)
ระบบกันสะเทือนหลัง (Rear Suspension) แบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงก์และเหล็กกันโคลง (Coil Spring with Watt’s Link and Anti-Roll Bar)
เฟืองท้าย (Rear Differential) แบบ Electronic Locking Rear Differential
ระบบเบรกหน้า (Front Brake) ดิสก์เบรก มีช่องระบายความร้อน
ระบบเบรกหลัง (Rear Brake) ดิสก์เบรก
ระบบพวงมาลัย (Steering System) พาวเวอร์แบบช่วยผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า (EPAS with Pull Drift Compensation Technology)
ล้อและยาง
อัลลอย 20” ยาง goodyear efficientgrip 265/50 R20
อุปกรณ์มาตรฐาน (Standard Features)
เทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะ (Advanced Driving Assist Technology)
ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน
(Autonomous Emergency Braking System with Pedestrian Detection)
ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)
ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning
System)
ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)
ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)
อุปกรณ์ภายนอก (Exterior)
มือจับประตูภายนอก / กระจกมองข้าง โครเมียม
ไฟหน้า แบบ HID ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ (HID Projector with Auto Leveling)
ไฟวิ่งกลางวันแบบ LED (LED Daytime Running Light)
ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ (Auto Headlamps)
ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ (Rain Sensing Wipers)
หลังคา Panoramic Moonroof (Panoramic Moonroof)
ราวหลังคาและบันไดข้าง (Roof Rails & Running Boards)
กระจกมองข้างปรับและพับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว (Power Adjustable & Foldable Side Mirrors with Turning Indicators)
ไฟท้าย LED (LED Tail Light)
ประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี (Hands-Free Power Liftgate)
ไฟส่องสว่างข้างตัวรถ (Puddle Lamps)
ภายในและความสะดวกสบาย (Interior & Convenience)
กุญแจอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ต (Keyless Entry & Push Start)
ระบบเปิด-ปิดกระจกสัมผัสเดียว (One Touch Up / Down Power Window เฉพาะด้านคนขับ (Driver Side) ทุกบาน
กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ (Auto Dimming Rear View Mirror)
ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา (Dual Zone - Automatic Climate Control)
ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลังแบบปรับอุณภูมิแยกได้ (Rear A/C with Control Switch)
อุปกรณ์ภายในและความสะดวกสบาย
เบาะหนัง (Leather Seat) สีดำ (Ebony)
เบาะนั่งปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง (8-Way Power Adjustable Seat) ด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า
เบาะแถวที่ 2 ปรับเอนและสามารถเลื่อนตำแหน่งหน้า-หลังได้
เบาะแถวที่ 3 พับไฟฟ้า
ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist)
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)
ไฟตกแต่งภายในห้องโดยสาร (Ambient Lighting)
ชุดชายบันไดสแตนเลสแบบ LED (LED Scuff Plate)
แผงบังแดดพร้อมที่เสียบนามบัตร (Sunvisor with Ticket Holder) แบบปรับระยะได้พร้อมกระจกและไฟส่องสว่าง
ช่องต่อไฟ 12 V (12 V Power Socket)
เทคโนโลยีการตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancellation)
ปลั๊กไฟบ้าน AC 230 V (AC 230 V Outlet)
ระบบเครื่องเสียง (Audio System)
ระบบแผนที่นำทาง Navigation
(Navigation System)
วิทยุพร้อมเครื่องเล่น CD / MP3 และช่องต่อ USB 2 จุด หน้าจอ Multi-Touch ขนาด 8 นิ้ว ลำโพง 9 ตัว พร้อมซับวูฟเฟอร์และแอมพลิฟลายเออร์
ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNCTM3 ภาษาไทย
พร้อมการเชื่อมต่อ Bluetooth และ Wi-Fi (SYNCTM3 - Voice Control /
Bluetooth and Wi-Fi Connectivity) รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto
ความปลอดภัย (Safety)
ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance)
ระบบป้องกันล้อล็อก ABS และกระจายแรงเบรก EBD
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TC และ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP
(Traction Control and Electronic Stability Program)
ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control)
ระบบช่วยการทรงตัวขณะลากจูง TSC (Trailer Sway Control)
ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist)
ระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ (Rollover Mitigation)
ระบบตรวจจับลมยาง (Tyres Pressure Monitoring System)
ถุงลมนิรภัย (Airbags)
ถุงลมนิรภัย 7 จุด คู่หน้า / ด้านข้าง / หัวเข่าฝั่งคนขับ / และม่านถุงลมนิรภัย
(Front Airbags / Front Side Airbags / Driver Inflatable Knee Bolster / and Side Curtain Airbags)
สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง (Reverse Parking Sensor)
สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า (Front Parking Sensor)
กล้องมองหลังขณะถอยจอด (Rear View Camera)
ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (Blind Spot Information System)
ระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert)
สัญญาณกันขโมย และระบบกุญแจนิรภัย (Volumetric Burglar Alarm System and Immobilizer)
จุดยึดสำหรับเบาะนั่งเด็ก (ISOFIX)
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/