"อนุทิน" สยบข่าวลือทุนญี่ปุ่นย้ายฐาน ย้ำชัดรัฐบาลไม่เคยคิดทอดทิ้งมิตรเก่า ลั่นอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมคือหัวใจสำคัญ จี้ "เอกนิติ" เร่งสางเกณฑ์ส่งเสริม EV ปิดช่องโหว่ความลักลั่น สร้างความเป็นธรรมให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ระหว่างการเดินทางเยือนประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับนักลงทุนทุกประเทศโดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักเป็นลำดับต้น ๆ มาอย่างยาวนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยรัฐบาลพร้อมสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ได้ทอดทิ้งกลุ่มนักลงทุนเดิมที่มีความผูกพันกันมานาน

"ผมยืนยันว่า นโยบายหลักของรัฐบาลคือการเปิดกว้างและพร้อมปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกันเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน และเน้นการร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวเพื่อรักษาฐานการผลิตที่เข้มแข็งของญี่ปุ่นไว้ในไทย"


อย่างไรก็ตาม รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันส่วนประกอบส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ตัวถัง แชสซี หรือระบบต่าง ๆ ล้วนผลิตภายในประเทศไทยภายใต้แบรนด์ของญี่ปุ่นทั้งสิ้น จึงถือเป็นเรื่องที่ทิ้งกันไม่ได้และต้องทำให้นักลงทุนไม่ทิ้งไทยด้วยเช่นกัน

"นักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเข้ามาเมืองไทยเป็นลำดับต้น ๆ มานานมากจนแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเมืองไทยหรือเมืองญี่ปุ่นในเรื่องของการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เราพร้อมที่จะคลายข้อติดขัดเพื่อทำให้เขามั่นใจว่าเราไม่ได้ทอดทิ้งเขา ไม่ใช่เวลาต้องการเขาก็ยอมทุกอย่าง แต่เวลาเขาไปได้ดีแล้วเรามาเพิ่มเงื่อนไขต่าง ๆ ภายหลัง"

นายอนุทิน กล่าวว่า ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ล่าสุดได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พิจารณาแนวทางการดูแลนักลงทุนประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ไม่เกิดการเสียเปรียบของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ โดยจะมีการปรับโครงสร้างในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและทำให้ผู้ผลิตแต่ละประเทศยังคงให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย


สำหรับรถยนต์ EV แม้ในช่วงเริ่มต้นจะมีการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศจำนวนมากแต่ในอนาคตจะเกิดซัพพลายเชนใหม่ภายในประเทศแน่นอน ทั้งแบตเตอรี่ ระบบคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่จะถูกบังคับโดยกลไกการผลิตให้ต้องตั้งฐานในไทยต่อไป รัฐบาลจะมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อเป็นปัจจัยบวกในการดึงดูดและรักษาเงินลงทุนในระยะยาว

"ต้องยึดถือตัวเลขเป็นหลักตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา เงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นปีที่แล้วทะลุหลัก 1 ล้านล้านบาท ปีนี้ครึ่งปีมีเงินลงทุนจริงเข้ามาแล้ว 530,000 ล้านบาทแล้ว จึงยังไม่เห็นว่า จะมีการย้ายฐานการผลิตหรือมีการชะงักของเงินลงทุนจากต่างประเทศด้วยสาเหตุที่บอกว่าประเทศไทยไม่พร้อม"