สปอร์ตซุปเปอร์คาร์คันแรกจากค่าย Toyota มาพร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุุดของเครื่องยนต์ V10 สูบ 552แรงม้าในราคากว่า 53 ล้านบาท....
ถึง แม้มันจะเป็นแค่รถยนต์จากญี่ปุ่น แต่ Lexus LFA ประกาศความเป็นตัวตนของมันด้วยการท้าทายรถซุปเปอร์คาร์จากฝั่งยุโรปทุกรุ่น ทุกคันที่มีความจุเครื่องยนต์เท่ากันด้วยความสดใหม่และเทคนิคล้ำยุคจากทีม แข่ง F1ของ Toyota โดยโครงการออกแบบและผลิตรถสปอร์ตสมถรรนะสูงของค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota เริ่มขึ้นในปี 2005 หลังจากนั้นก็เริ่มปรากฎโฉมของ Concept SportCar ในปี2007 เพื่อแสดงให้เห็นว่า Toyota ตั้งใจที่จะผลิตมันออกขายอย่างจริงจัง ตามมาด้วยรถ Concept Roadster ที่นำออกโชว์ในงานTokyo Motor Show 2008
Lexus LFA 2010
ประธานบริษัทคนใหม่ไฟแรง Akio Toyoda ซึ่งก้าวเข้ามารับบทบาท CEO ของ Toyota เป็นบุคคลที่มีส่วนในการทำให้โครงการผลิตรถซุปเปอร์คาร์คันแรกของ Toyota เป็นจริงขึ้นมา Akio มีลักษณะคล้ายกับ Enzo Ferrari และ Ferdinand Piech คือหลงไหลในกีฬา Motor-Sport และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการส่งทีมแข่งของ Lexus ลงทำการแข่งขันในรายการ Nurburgring การบริหารทีมแข่ง F1 ของ Toyota และอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการแข่งรถทั่วโลกของบริษัท Toyota ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและถึงแม้ทีม Toyota จะถอนตัวจากการแข่งขัน F1 ในปีนี้ไปแล้วก็ตาม แต่การผลิตยานยนต์ประเภทซุปเปอร์คาร์ให้ดีที่สุดทั้งๆที่ Toyota ไม่เคยผลิตรถยนตต์ในลักษณะนั้นมาก่อนนับว่าเป็นภารกิจที่ Akio Toyoda ต้องเตรียมการและใช้ความมุ่งมั่นตั้งใจจนสำเร็จโดยเริ่มส่งออกขายทั่วโลกใน จำนวนการผลิตเพียง 500 คันด้วยงบลงทุนในโครงการมหาศาลจนอาจยากที่จะมีรถโมเดลใดในค่ายของ Toyota ที่ใช้เงินลงทุนสูงจนเป็นประวัติการณ์เท่ากับโครงการสร้างรถ Lexus LFA เพื่อเข้ามาเสริมภาพลักษณ์ของบริษัทที่กำลังเกิดปัญหาขึ้นในช่วงต้นปี
...
Body And Design
การนำเอาวัสดุผสมประเภทเส้นใยคาร์บอน และอลูมิเนียมมาใช้ถือเป็นเรื่องปกติที่วงการซุปเปอร์คาร์นิยมนำมาประกอบ ขึ้นเป็นตัวรถโดยมุ่งเน้นไปที่การลดน้ำหนักแต่มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น ตัวถังของ Lexus LFA มีความเบามากกว่าทั้ง Aston Martin DBS และ Ferrari 599 ซึ่งรถสปอร์ตจากฝั่งยุโรปทั้งสองค่ายใช้อลูมิเนียมมาทำเป็นโครงรถ แต่ Lexus LFA ใช้ทั้งคาร์บอนคอมโพสิตและอัลลอยส่วนผสมพิเศษมาขึ้นรูปเป็นซัสซี โครงสร้างตัวถังและชิ้นส่วนต่างๆมากถึง 65%จากน้ำหนักของตัวรถ โดยมีอัตราการกระจายน้ำหนักที่เกิดจากการวิเคราะห์ในสนามแข่งขันจนมีค่าที่ เหนือกว่าทั้ง Porsche 911/997 Turbo และ Ferrari 599 GTB จากข้อมูลในการประมวลผลที่ได้รับในการวิ่งทดสอบในสนามแข่งรถของเยอรมัน ที่Nurburgring ระบบแอร์โร่ไดนามิกที่เกิดจากการทดสอบทางอากาศพลศาสตร์ของ Lexus LFA เกิดขึ้นจากความคิดที่เรียบง่ายด้วยการทำให้อากาศไหลผ่านบริเวณใต้ท้องรถ เคลื่อนที่ได้เร็วกว่าอากาศที่ไหลผ่านตัวถังด้านบนด้วยการใช้หลักการ "ล่างไหลเร็วกว่าบน" ผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือแรงกดหรือค่า Downforce ที่สูงขึ้นเมื่อวิ่งด้วยความเร็ว ซีลปิดใต้ท้องเพื่อลดกระแสหมุนวนของอากาศช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียร ให้กับ Lexus LFA อย่างสูงสุดเมื่อมันเริ่มต้นทำความเร็ว
...
...
AeroDynamic
อากาศที่ไหลผ่านตัวถังด้านบนทั้งหมดถูก ทำให้เคลื่อนที่ช้าลงเพื่อนำมาสู่แรงกดของตัวรถ ซึ่งเป็นหน้าที่ของครีบและท่อดักอากาศที่ทำเป็นพอร์ทอยู่ในบริเวณทั่วทั้ง คันเช่น สปอยเลอร์หน้าขนาดใหญ่และมีช่องทางนำอากาศเข้าถึงสามช่อง ช่องตรงกลางที่มีขนาดใหญ่สุดใช้ในการนำเอาอากาศเข้าไประบายความร้อนให้กับ เครื่องยนต์และนำส่วนหนึ่งไปที่ท่อไอดี ส่วนสองช่องทางด้านซ้ายและขวาทำหน้าที่ระบายความร้อนให้กับ Oil Cooler ของระบบหล่อลื่นแบบ Dry Sump และเป่าลมเย็นให้กับจานดิสแบบคาร์บอนเซรามิก ชายล่างของประตูและมุมขอบเสาหลังมีปล่องดักอากาศที่ใช้ทั้งการเพิ่มแรงกดและ การระบายความร้อนให้กับชุดเบรคหลังและหม้อน้ำที่อยู่ในตำแหน่งประหลาดที่สุด (หม้อน้ำทั้งคู่อยู่หลังซุ้มล้อหลัง) วิงหลังอัตโนมัตที่มีการทำงานร่วมกันระหว่างมอเตอร์ขนาดจิ๋วและตัวตรวจจับส ปีดของรถ ในสภาวะการวิ่งปกติที่ใช้ความเร็วต่ำ วิงหลังหรือ Active Rear Wing ของ Lexus LFA จะถูกพับเก็บอยู่บนขอบของฝาท้าย และจะทำงานด้วยการยกตัวขึ้นทันทีที่ความเร็วเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมการทำงานในระบบอัตโนมัติด้วยการแปรผันองศาของWingไปตามความเร็วของตัว รถเพื่อเพิ่มหรือลดค่าแรงกดของอากาศด้วยการใช้งานอย่างสูงสุดในทุกย่าน ความเร็ว หม้อน้ำอลูมิเนียมทั้งสองใบมีพัดลมไฟฟ้าขนาดใหญ่เมื่อบวกกับดีไซน์ประหลาดใน การนำมันมาไว้ด้านหลังเนื่องจากการใช้ประโยชน์ของพื้นที่โครงสร้างและการนำ เอาอากาศความเร็วสูงมาช่วยระบายความร้อน ในขณะเดียวกันท่อเพื่อปลดปล่อยกระแสลมให้ออกไปทางด้านหลังสามารถถ่ายเทลมได้ อย่างไร้ขีดจำกัด นำหนักรวมทั้งคันประมาณ 1580 กิโลกรัมตามระดับของการตกแต่งที่สามารถเลือกออฟชั่นระบบอำนวยความสะดวกได้ อีกเพียบ โครงสร้างรอบห้องโดยสารประกอบขึ้นจากวัสดุ CFRP หรือ Carbon Fiber Re-Inforced Plastic โดยนำเส้นใยเหล่านั้นมาถักทอขึ้นเป็นรูปทรงของชิ้นส่วนตามต้องการ มีคุณสมบัติในการรับแรงไม่แตกต่างไปจากเหล็กกล้า จากนั้นจึงนำเอาชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปมาเชื่อมต่อกันเป็นโครงรถด้วยการประกอบ ด้วยมือของช่างแทนที่การประกอบด้วยหุ่นยนต์เพื่อความละเอียดและแม่นยำปราณีต ในระดับสูงสุด
...
Cockpit
ภายในของ Lexus LFA ต้องการสื่อให้เห็นถึงห้องควบคุมแบบอากาศยานที่มีความทันสมัยโดยดีไซน์ให้ ออกมามีส่วนผสมกันระหว่างภายในของสปอร์ตคาร์จากยุโรปที่ผสมผสานไปกับแนวทาง ตะวันออกของ Toyota และ Lexus ซึ่งมีทั้งหนังแท้เกรทสูงสุดโทนสีแดง-ดำ อลูมิเนียมกับพลาสติกชั้นเยี่ยมที่ให้ผิวสัมผัสหรูหรา เบาะนั่งแบบสปอร์ตคล้ายกับของรถ Ferrari ในบางรุ่นที่ใช้สีแดง วงพวงมาลัยสามก้านออกแบบได้ดีด้วยการใช้ทรงฐานตัดแบบรถแข่งพร้อมแป้น แพ็ตเดิ้ลชิฟเพื่อเปลี่ยนเกียร์ หน้าปัดแบบ TFT ปรับเปลี่ยนรูปแบบของสีในวงหน้าปัดได้ตามความต้องการ ใช้ตำแหน่งของวัดรอบเครื่องยนต์เป็นแบบเข็มและแจ้งความเร็วเป็นระบบดิจิตอล รวมถึงตำแหน่งของเกียร์ 6สปีด ASG ระบบต่างๆเช่นอุณหภูมิเครื่องยนต์ ระดับเชื้อเพลิง ระดับของเหลวหล่อลื่นฯ คอนโซลกลางเป็นตำแหน่งของจอ LED TouchScreen-Moniter ทำหน้าที่ควบคุมหลากหลายระบบภายในตัวรถพร้อมแสดงผลของฟังชั่นการใช้งานในรูป แบบต่างๆ ระบบปรับอุณหภูมิ ปุ่มปรับโหมดระบบบังคับและควบคุมทั้งเครื่องยนต์และช่วงล่างตลอดจนระบบช่วย ทรงตัวต่างๆ นอกจากนั้นยังมีเมาส์ทรงเหลี่ยมที่มีการทำงานคล้ายกับระบบ I-Drive ของ BMW เพื่อโชว์ความล้ำสมัยไม่น้อยหน้ารถสปอร์ตจากฝากยุโรป
V10 Engine
ขุมกำลังของ Lexus LFA เป็นเครื่องยนต์วางด้านหน้าตามยาว V10 สูบขนาด 4.8 ลิตร 4805 ซี.ซี. ตำแหน่งของเครื่องยนต์ถูกร่นให้เข้าหากึ่งกลางของตัวรถมากที่สุดเพื่อการกระ จายน้ำหนักที่ดี เครื่องตัวนี้ทำตัวเลียนแบบเครื่องยนต์ของรถแข่ง F1โดยไม่มีระบบอัดอากาศใดๆทั้งสิ้น เครื่องยนต์จะหายใจด้วยตัวเองโดยนำเทคโนโลยีที่ใช้ในรถแข่ง F1 ของทีม Toyota เข้ามาผนวกกับการออกแบบชิ้นส่วนทั้งภายนอกและภายในตัวเครื่องรวมถึงระบบนำ อากาศเข้าสู่ไอดี แคมชาร์ป วาว์ลไอดีระบบแปรผันแบบใหม่ล่าสุดทั้งสองฝั่ง Dual VVT-iและระบบระบายความร้อนที่ใช้หม้อน้ำสองใบที่ติดตั้งอยู่ใกล้กับซุ้มล้อ หลังระบายพร้อมกันทั้งสองฝั่ง สร้างแรงม้าได้ถึง 552 ตัวพร้อมแรงบิดทะลุมิติที่ 354 ปอนด์ฟุตหรือ 480 นิวตันเมตร แต่แรงบิดของมันยังคงด้อยกว่า Ferrari California อยู่เล็กน้อยทั้งที่ความจุของเครื่องยนต์วี 8 ใน Ferrari California ต่ำกว่า Lexus LFA อยู่ถึง 300 ซี.ซี. ระบบส่งกำลังเกิดจากเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ASG ที่สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ขึ้น-ลงได้ในเวลาเพียง 0.2วินาที เกียร์ทั้งยวงถูกนำไปรวมอยู่กับชุดเฟืองท้ายเหมือนกับ Aston Martin DBS โดยมีเพลากลางคาร์บอนเชื่อมต่อกับเครื่องยนต์ที่ด้านหน้าเพื่อเหตุผลของการ เฉลี่ยน้ำหนักให้มีความสมดุลย์
Electric Steering
พวงมาลัยที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำเข้ามาติดตั้งในรถทดสอบและ สามารถทำได้ตามค่าที่วิศวกรของ Toyota ตั้งไว้ Lexus LFA จึงใช้มันแทนพวงมาลัยพาวเวอร์ที่ใช้ระบบน้ำมันไฮดรอลิกแรงดันสูงเนื่องจาก ปัญหาของการกินกำลังจากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่อเชื่อมที่มากกว่าพวงมาลัย แบบไฟฟ้า การทำงานของพวงมาลัยไฟฟ้าในรถ LFA แบบอัตราทดคงที่แม้จะสื่อสารกับผู้ขับได้ในระดับที่ดีแต่ยังคงเทียบไม่ได้ กับพวงมาลัยพาวเวอร์แบบเก่าที่่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกและสัมผัสจากผิวถนน ได้ดีกว่า แต่เนื่องจากมันมีระบบช่วยทรงตัว ESP ที่จะทำงานในระดับสูงสุดทุกครั้งที่ตัวรถเสียอาการทำให้พวงมาลัยพาวเวอร์แบบ เก่าหมดความหมายไปโดยปริยาย
Suspension
ระบบ กันสะเทือนด้านหน้าของ Lexus LFA ใช้แบบดับเบิ้ลวิชโบนพร้อมเหล็กกันโคลงที่มีการปรับตั้งให้ทำงานประสานไปกับ พวงมาลัยไฟฟ้าได้ดี ส่วนด้านหลังจะใช้แบบมัลติลิ้งค์โดยชิ้นส่วนของช่วงล่างจำนวนมากใน Lexus LFA จะทำจากอลูมิเนียมและสามารถปรับตั้งได้ถึงสามระดับ
Carbon Ceramic Material (CCM) Brake
การทำตัวเป็นรถสปอร์ต ซุปเปอร์คาร์ที่มีแรงม้าถึง 552ตัวต้องการระบบเบรคที่เฉียบคมเพื่อหยุดยั้งแรงดึงมหาศาลของเครื่องยนต์ รถ Lexus LFA มีเบรคที่ยอดเยี่ยมจากการพัฒนาในสนามแข่งขัน ด้านหน้าใช้คาร์ลิปเปอร์ 6ลูกสูบพร้อมด้วยจานเบรคที่ทำจากวัสดุประเภทเซรามิกทนความร้อนสูง จานดิสหน้าขนาด 390 มิลลิเมตร ส่วนเบรคหลังใช้คาร์ลิปเปอร์ 4ลูกสูบพร้อมจานดิสหลังขนาด 360 มิลลิเมตร ล้ออัลลอยลายสิบก้านคู่ขนาด 20 นิ้วรัดหุ้มไว้ด้วยยางคุณภาพสูงขนาดของล้อหน้าที่ 265/35/ZR 20 95Y Bridgestone RE070 และล้อหลัง 305/30/ZR 20 99Y Bridgestone RE070
Lexus LFA Specifications
แบบ.............................................. สปอร์ตสองประตูสองที่นั่ง
ลักษณะการวางเครื่องยนต์.............. เครื่องยนต์วางด้านหน้าทำมุม 70 องศา ขับเคลื่อนล้อหลัง
เครื่องยนต์....................................V10 สูบ 40 วาว์ล 4วาว์ลต่อสูบ ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮตแคม
ปริมาตรความ จุ..............................4805 ซี.ซี.
แรงม้า สูงสุด..................................552 แรงม้าที่ 8800 รอบต่อนาที
แรง บิดสูงสุด..................................480 นิวตันเมตรที่ 6800 รอบต่อนาที
ปริมาณแรงม้าต่อลิตร......................114.6 แรงม้า/ลิตร
อัตราส่วน กำลังอัด..........................12:0:1
ระบบจ่ายเชื้อ เพลิง..........................หัวฉีดอีเล็คโทรนิค
ฝา สูบ/ลูกสูบ..................................อลูมินัมอัลลอย
อัตรา เร่ง........................................0-100 กิโลเมตรใน 3.8 วินาที
ความเร็ว สูงสุด...............................325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ระบบส่ง กำลัง................................เกียร์เซมิออโต้ ASG 6สปีด
ระบบ กันสะเทือน
ด้านหน้า.......................................ดับเบิ้ลวิช โบน คอยสปริง เหล็กกันโคลง
ด้าน หลัง.......................................มัลติลิ้งค์ คอยสปริง เหล็กกันโคลง
ล้อและยาง
ด้าน หน้า.......................................265/35/ZR 20 95Y Bridgestone RE070
ด้านหลัง.......................................305/30/ZR20 99Y Bridgestone RE070
ระบบเบรค
ด้า่น หน้า.......................................จานดิสเบรคคาร์บอน 390 มิลลิเมตร คาร์ลิปเปอร์ 6สไลส์ลูกสูบ
ด้าน หลัง.......................................จานดิสเบรคผสม 360 มิลลิเมตร คาร์ลิปเปอร์ 4 สไลส์ลูกสูบ
มิติตัวถัง
ความ กว้าง....................................1895 มิลลิเมตร
ความยาว......................................4505 มิลลิเมตร
ความสูง........................................1220 มิลลิเมตร
น้ำหนัก.........................................1480.73 กิโลกรัม
จำนวนการผลิต..............................500 คัน
ราคา............................................. ประมาณ 53 ล้านบาท
arcomroumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Photo By
www.conceptcarz.com
www.lincah.com